จับทิศทางเศรษฐกิจโลกจากการประชุม IMF-World Bank โจทย์สำคัญของอาเซียนไม่ใช่แค่ใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของแต่ละประเทศ แต่คือการประสานศักยภาพเหล่านั้นผ่านความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อให้สมาชิกสามารถรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจร่วมกัน และสร้างการเติบโตที่ครอบคลุมมากขึ้น
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปี 2026 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) หรือที่เปรียบได้ว่าเป็น “โอลิมปิกทางการเงินของโลก” โดยมีผู้นำด้านเศรษฐกิจและการเงินจากทั่วโลกเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและแนวทางรับมือกับความท้าทายร่วมกัน
ท่ามกลางความท้าทายต่อระบบพหุภาคีนิยม (Multilateralism) ความร่วมมือทางเศรษฐกิจยังคงมีความสำคัญ โดยเฉพาะความร่วมมือระดับภูมิภาคที่เป็นกลไกสำคัญในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก บทความนี้จึงมุ่งสรุปประเด็นสำคัญจากการประชุม พร้อมวิเคราะห์นัยต่ออาเซียน โดยจะกล่าวถึง 3 ประเด็นหลักที่เกี่ยวข้อง
ประเด็นแรก การพัฒนาอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจทั้งในแง่โอกาสและความเสี่ยง โดย Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการ IMF เน้นย้ำถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นหากขาดมาตรการกำกับดูแลและกรอบจริยธรรมที่เหมาะสม ในอีกแง่มุม การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรม AI ยังเปิดโอกาสให้หลายประเทศในอาเซียน ซึ่งมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี AI ได้รับประโยชน์จากการขยายตัวดังกล่าว อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้ผลประโยชน์จากการลงทุน ผลิตภาพที่เพิ่มขึ้น และการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Gains) กระจายไปยังภาคส่วนต่าง ๆ อย่างทั่วถึง ทั้งแรงงานและประเทศในภูมิภาค และการใช้ AI อย่างไรที่จะช่วยเพิ่มผลิตภาพให้กับระบบเศรษฐกิจ
ประเด็นที่สอง การสร้างงานและการพัฒนากำลังแรงงาน Ajay Banga ประธานธนาคารโลก เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างงานในการประชุมดังกล่าว โดยมีตัวเลขที่น่าสนใจว่า ในอีก 15 ปีข้างหน้า จะมีคนหนุ่มสาวเข้าสู่ตลาดแรงงานประมาณ 1.2 พันล้านคน ขณะที่คาดว่าจะมีงานรองรับเพียง 420 ล้านตำแหน่ง สะท้อนถึงความท้าทายในการสร้างโอกาสการจ้างงานให้เพียงพอต่อกำลังแรงงานรุ่นใหม่
ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมผลกระทบจากการนำ AI มาใช้ทดแทนงานบางประเภท ซึ่งอาจทำให้นายจ้างมีแรงจูงใจในการใช้เทคโนโลยีแทนการจ้างแรงงาน โดยเฉพาะในตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น
สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งตอกย้ำความจำเป็นในการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานด้านทุนมนุษย์ (Human Infrastructure) ตั้งแต่ระบบการศึกษาและสาธารณสุข ไปจนถึงสภาพแวดล้อมทางสังคมที่เอื้อต่อการพัฒนาทักษะใหม่ (Reskill) และการยกระดับทักษะเดิม (Upskill) เพื่อเตรียมกำลังแรงงานให้พร้อมสำหรับตลาดงานในอนาคต ขณะเดียวกัน คำถามสำคัญคือ อุตสาหกรรม AI และอุตสาหกรรมเกิดใหม่จะสามารถสร้างงานและโอกาสทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้อย่างไร เพื่อรองรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน
ประเด็นสุดท้าย คือ โครงสร้างประชากรและการสร้างผลิตภาพทางเศรษฐกิจ นอกจากความท้าทายด้านการจ้างงานแล้ว การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรสู่สังคมสูงวัยยังส่งผลต่อผลิตภาพแรงงาน รายได้ และรายจ่ายภาครัฐทั่วโลก Atsushi Mimura รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่นด้านกิจการระหว่างประเทศ ได้นำเสนอมุมมองที่น่าสนใจจากประสบการณ์ของญี่ปุ่น ซึ่งสะท้อนว่า แม้สังคมสูงวัยจะสร้างความท้าทายทางเศรษฐกิจ แต่ก็สามารถเปิดโอกาสให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ที่เรียกว่า “เศรษฐกิจสูงวัย” (Silver Economy) ได้เช่นกัน คำถามสำคัญคือ อุตสาหกรรมดังกล่าวจะช่วยสร้างโอกาสการจ้างงานและรองรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงานได้มากน้อยเพียงใด
เมื่อพิจารณาในบริบทของอาเซียน ภูมิภาคนี้ได้รับการกล่าวถึงในฐานะพื้นที่ที่มีศักยภาพและโอกาสทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก จุดแข็งสำคัญประการหนึ่งคือการเป็นคู่ค้ากับประเทศต่างๆ อย่างเปิดกว้าง อย่างไรก็ตาม อาเซียนจำเป็นต้องกระชับความร่วมมือภายในภูมิภาคให้มากขึ้น โดยในวงเสวนา ASEAN in a Changing Global Landscape ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเพิ่มการค้าระหว่างประเทศสมาชิก เพื่อช่วยรับมือกับความไม่แน่นอนจากภายนอก
เมื่อพิจารณาร่วมกับประเด็นเรื่อง AI การจ้างงาน และสังคมสูงวัย จะเห็นได้ว่าประเทศสมาชิกมีจุดแข็งและความท้าทายแตกต่างกัน ฟิลิปปินส์มีแรงงานจำนวนมาก ขณะที่บางประเทศกำลังเผชิญสังคมสูงวัย คำถามคือ อาเซียนจะส่งเสริมการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศ ให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละประเทศได้อย่างไร ขณะเดียวกัน อินโดนีเซียมีทรัพยากรนิกเกิลที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ส่วนลาวและเมียนมามีศักยภาพด้านพลังงานที่อาจเชื่อมโยงกับความต้องการของประเทศอื่นในภูมิภาค เช่น สิงคโปร์
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงแค่การใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของแต่ละประเทศ แต่คือการประสานศักยภาพเหล่านั้นผ่านความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อให้ประเทศสมาชิกสามารถรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจร่วมกัน และสร้างการเติบโตที่ครอบคลุมมากขึ้น





