ผู้นำสหรัฐส่งสัญญาณว่าอาจเดินทางไปพบกับผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ระหว่างการเดินทางเยือนภูมิภาคเอเชียในเดือนหน้า
KEY POINTS
- โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณว่าอาจพบกับ คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ระหว่างการเดินทางเยือนเอเชียในเดือนหน้า เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูต
- ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ จากความขัดแย้งทั้งประเด็นการค้าและการทหาร
- สหรัฐฯ ได้ลดขนาดการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ และขู่ใช้มาตรการลงโทษทางการค้า หากเกาหลีใต้ไม่ลงทุนในโครงการก๊าซธรรมชาติ (LNG)
- ขณะเดียวกัน เกาหลีเหนือยังคงยกระดับการยั่วยุทางทหารอย่างต่อเนื่อง โดยมีการทดสอบยิงขีปนาวุธหลายครั้งในรอบเดือนที่ผ่านมา
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ส่งสัญญาณว่าอาจเดินทางไปพบกับ คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ระหว่างการเดินทางเยือนภูมิภาคเอเชียในเดือนหน้า โหมกระแสคาดการณ์ถึงการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองชาติอีกครั้ง ท่ามกลางความตึงเครียดจากการทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ และรอยร้าวในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับพันธมิตรอย่างเกาหลีใต้
ทรัมป์เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่ 12 ต.ค. ที่ผ่านมา เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ในการพบกับผู้นำเกาหลีเหนือว่า "ผมอาจจะไปพบ ซึ่งนั่นน่าจะเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก"
โดยทรัมป์มีกำหนดการจะเดินทางเยือนภูมิภาคเอเชียในเดือนหน้า เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ที่เมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน ซึ่งคาดว่าจะได้พบกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีนนอกรอบการประชุมด้วย
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้หยิบยกประเด็นการพบกับคิม จองอึน ขึ้นมาพูดถึงหลายครั้ง โดยระบุว่าอยากให้เกิดขึ้นภายในปีนี้ แม้ว่าการพบกัน 3 ครั้งในสมัยแรกของเขาจะไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการทูตที่เป็นรูปธรรมได้ก็ตาม แต่ทรัมป์ยังคงกล่าวอ้างถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างเขากับผู้นำเกาหลีเหนืออย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่า "ผมเข้ากันได้ดีกับเขา"
ทั้งนี้ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ทรัมป์ยังได้พบกับ เดนนิส ร็อดแมน อดีตนักบาสเกตบอลชื่อดัง ซึ่งเคยเดินทางไปเกาหลีเหนือหลายครั้งและมีความสัมพันธ์อันดีกับคิม จองอึน อีกด้วย
ความพยายามเปิดประตูทางการทูตของทรัมป์เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เกาหลีเหนือยังคงยกระดับการยั่วยุทางทหารอย่างต่อเนื่อง โดยคณะเสนาธิการร่วมเกาหลีใต้เปิดเผยว่า เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธทิ้งตัวหลายลูกลงสู่น่านน้ำทางชายฝั่งตะวันออกเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นทดสอบขีปนาวุธครั้งที่ 4 ในรอบราวหนึ่งเดือน
ขณะเดียวกัน ท่าทีโอนอ่อนของทรัมป์ต่อเกาหลีเหนือ เกิดขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์ที่เปราะบางอย่างยิ่งระหว่างสหรัฐและเกาหลีใต้ ทั้งในประเด็นการค้าและความมั่นคง โดยทรัมป์ได้ขู่ที่จะใช้มาตรการลงโทษทางการค้าครั้งใหม่กับเกาหลีใต้ หากรัฐบาลกรุงโซลไม่เดินหน้าลงทุนในโครงการก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในอลาสกา มูลค่า 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งสหรัฐชี้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของข้อผูกพันการลงทุนรวม 3.5 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่รัฐบาลเกาหลีใต้แย้งว่าจะเข้าร่วมโครงการก็ต่อเมื่อมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเท่านั้น
นอกจากนี้ ในด้านความมั่นคง ทรัมป์ได้สั่งการให้เพนตากอนลดขนาดการซ้อมรบทางทหารร่วมกับเกาหลีใต้ลงเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เนื่องจากไม่พอใจที่เกาหลีใต้ปฏิเสธที่จะสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐต่ออิหร่าน โดยทรัมป์ระบุว่าการซ้อมรบดังกล่าวส่ง "สัญญาณที่ไม่เหมาะสม" ไปยังเกาหลีเหนือ





