วันอาทิตย์ ที่ 11 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดจุดแข็งมาเลเซียเทียบชั้น‘ไทย-สิงคโปร์’ ดึงนักลงทุนจีนซื้ออสังหาริมทรัพย์

มาเลเซียกำลังพิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นส่วนผสมที่ลงตัวสำหรับนักลงทุนฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ ที่ต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศที่มีเสถียรภาพเหมือนสิงคโปร์ แต่ราคาแข่งขันได้เหมือนในประเทศไทย

KEY POINTS

  • มาเลเซียมีจุดแข็งจากการเป็นส่วนผสมที่ลงตัว คือมีความมั่นคงและเสถียรภาพเหมือนสิงคโปร์ แต่มีราคาอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถแข่งขันได้เหมือนประเทศไทย
  • นักลงทุนต่างชาติสามารถซื้ออสังหาริมทรัพย์แบบถือครองกรรมสิทธิ์ตลอดชีพ (Freehold) ได้ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบกว่าไทย อีกทั้งยังสื่อสารได้ทั้งภาษาจีนและอังกฤษ และใช้ระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ที่นักลงทุนคุ้นเคย
  • เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง การขยายตัวของตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ และโครงการพำนักระยะยาว "Malaysia My Second Home" (MM2H) เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นและดึงดูดการลงทุน

มาเลเซียกำลังพิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นส่วนผสมที่ลงตัวสำหรับนักลงทุนฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ ที่ต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศที่มีเสถียรภาพเหมือนสิงคโปร์ แต่ราคาแข่งขันได้เหมือนในประเทศไทย

เว็บไซต์เซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์รายงาน ข้อมูลครึ่งปีแรกจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์ Juwai IQI ซึ่งมีสินทรัพย์ 7 ล้านรายการใน 111 ประเทศ พบว่า มาเลเซียเป็นปลายทางยอดนิยมอันดับสี่ที่ผู้ซื้อชาวจีนถามหา ไต่ขึ้นมาจากอันดับเจ็ดในปี 2024 และอันดับหกในปี 2025

“มาเลเซียเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับผู้ซื้อจากฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการตอบโจทย์ด้านไลฟ์สไตล์ การศึกษา การใช้ชีวิตหลังเกษียณ หรือการลงทุนที่มาพร้อมกับสิทธิ์ในการพำนัก” คาชิฟ อันซารี ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท Juwai IQI กล่าว

คิงสตัน ไล ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Asia Bankers Club บริษัทขายโครงการอสังหาริมทรัพย์โดยตรงซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ฮ่องกง กล่าวว่า ความต้องการดังกล่าวได้แรงหนุนจากปัจจัยหลายประการ เช่น ความชื่นชอบในรูปแบบการใช้ชีวิตและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมาเลเซีย

ไม่เพียงเท่านั้น มาเลเซียยังโดดเด่นในฐานะตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ที่เติบโตสูง ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการขยายขีดความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ในระดับโลก ข้อมูลจาก Savills บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา เมืองยะโฮร์บาห์รู ของมาเลเซียที่ตั้งอยู่ใกล้กับสิงคโปร์มากที่สุด มีกำลังการรองรับดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นถึง 132%

“ถ้าเทียบปีต่อปีการรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์บารูเพิ่มขึ้นราว 50% ดังนั้นจึงมีความต้องการอย่างมาก การพัฒนาก็มีมาก เชื่อว่าผู้คนจะไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่นั่นอย่างแน่นอน” นีล บรูคส์ หัวหน้าฝ่ายตลาดทุนเอเชียแปซิฟิก บริษัท Savills ให้ความเห็น

แม้ผู้คนจำนวนมากในสหรัฐไม่เห็นด้วยกับการอยู่อาศัยใกล้กับดาต้าเซ็นเตอร์ เนื่องจากอาจส่งผลให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้น มีการใช้น้ำมากขึ้น รวมถึงก่อให้เกิดมลพิษทางเสียงและแสง แต่ดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านี้ก็ช่วยสร้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่นได้เช่นกัน เพราะต้องอาศัยโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่และมีการจ้างงานบุคลากรจำนวนมาก

บรูคส์ กล่าวต่อไปว่า อัตราดอกเบี้ยที่ 2.75% ก็เป็นตัว “สนับสนุน” การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของมาเลเซียก็ “ค่อนข้างดี” ครึ่งปีแรกขยายตัว 5.7%

ไล จาก Asia Bankers กล่าวเสริมว่า อีกปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมคือการที่มาเลเซียใช้ภาษาจีน ขณะเดียวกันมีการใช้ภาษาอังกฤษอย่างแพร่หลายด้วย รวมถึงการที่ประเทศนี้ใช้ระบบกฎหมายแบบคอมมอนลอว์ (Common Law)

“สำหรับครอบครัวจากฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ ข้อเสนอนั้นเรียบง่ายมาก คุณจะได้อสังหาริมทรัพย์คุณภาพดีที่มีกรรมสิทธิ์แบบถือครองตลอดชีพ ในประเทศที่ใช้ภาษาจีนเป็นหลักแต่ก็สื่อสารภาษาอังกฤษได้สะดวกและใช้ระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ ในราคาถูกกว่าที่บ้านเกิดอย่างมาก อีกทั้งลูกหลานยังสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติที่มีค่าเล่าเรียนเพียงครึ่งหนึ่งของโรงเรียนในฮ่องกงอีกด้วย” ไลอธิบาย

ไม่เพียงเท่านั้น มาเลเซียยังถูกมองว่าเป็นปลายทางการลงทุนที่ปลอดภัย

“สำหรับผู้ซื้อจากฮ่องกงแล้ว โครงสร้างทางกฎหมายและระบบสถาบันต่างๆ ถือเป็นสิ่งที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี” ไลกล่าวเสริม “เสถียรภาพถือเป็นจุดแข็งที่สำคัญแต่ไม่หวือหวาของประเทศนี้ แม้จะมีการเปลี่ยนรัฐบาลมาหลายชุด แต่กฎระเบียบสำหรับผู้ซื้อชาวต่างชาติก็ยังคงเดิมแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง”

อันซารีจาก Juwai IQI ตั้งข้อสังเกตว่า มาเลเซียเปิดกว้างกับผู้ซื้อบ้านชาวต่างชาติมากกว่าเมื่อเทียบกับไทย เนื่องจากชาวต่างชาติสามารถซื้อ “อสังหาริมทรัพย์แบบถือครองกรรมสิทธิ์ได้ตลอดชีพ (Freehold) รวมถึงบ้านพร้อมที่ดินบางประเภท ซึ่งประเทศไทยไม่อนุญาต”

นอกจากนี้โครงการอยู่อาศัยระยะยาวที่เรียกว่า มาเลเซียบ้านหลังที่ 2 (MM2H) ก็ช่วยหนุนตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยของมาเลเซียด้วย ปี 2025 เม็ดเงินจากต่างประเทศไหลเข้า 1 พันล้านดอลลาร์

โครงการนี้อนุมัติคำขอ 3,172 รายการในปี 2025 ดึงดูดคนเข้าประเทศรวมทั้งผู้ติดตาม 9,038 คน หนึ่งในเงื่อนไขสำคัญคือผู้สมัครจะต้องมีคุณสมบัติตามเงื่อนไขการซื้ออสังหาริมทรัพย์

ข้อมูลทางการล่าสุดชี้ว่า นักลงทุนจากจีนเข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในมาเลเซียมากที่สุด 329 ดีลในช่วงหกเดือนแรกของปี 2025 คิดเป็นมูลค่า 834.6 ล้านริงกิต (204.3 ล้านดอลลาร์) ผู้ซื้อจากฮ่องกงทำธุรกรรม 15 ราย มูลค่ารวม 30.3 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้พวกเขาเป็นนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์จากต่างประเทศรายใหญ่สุดเป็นอันดับ 4 ในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดเป็นอันดับ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ต่อหัว

“คอนโดมิเนียมดี ๆ ในย่านใจกลางเมืองกัวลาลัมเปอร์หรือย่านมอนต์เคียรา (Mont Kiara) มีราคาเท่ากับช่องจอดรถในบางพื้นที่ของฮ่องกง” ไล จาก Asia Bankers กล่าวและว่า ระดับราคาในกัวลาลัมเปอร์น่าจะใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ มากกว่าสิงคโปร์หรือฮ่องกง

อันซารียกตัวอย่างแฟลตชานเมืองขนาด 50 ตารางเมตรในฮ่องกง ราคาอาจสูงกว่าราคาบ้านเฉลี่ยในมาเลเซีย 5-7 เท่า  ย่านทำเลทองอย่างสุขุมวิท สีลม ลุมพินี และสาทร ราคาคอนโดมิเนียมตารางเมตรละประมาณ 200,000-350,000 บาท

ในย่านพรีเมียมของกัวลาลัมเปอร์อย่างใจกลางเมืองหรือย่านดาวน์ทาวน์ คอนโดฯ ใหม่ราคาอยู่ระหว่าง 16,150 - 23,680 ริงกิต ทำให้กรุงเทพฯ ราคาสูงกว่ากัวลาลัมเปอร์

อย่างไรก็ตาม ไลแนะนำให้ชาวต่างชาติที่ต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในมาเลเซียเลือกทำเลที่ตั้งสำหรับการลงทุนอย่างรอบคอบ

“จงซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่คุณจะใช้ประโยชน์จริง หรือเลือกทำเลที่มีความต้องการซื้อหรือเช่าอยู่จริง ในมาเลเซีย ผู้คนมักทำพลาดด้วยการซื้อคอนโดมิเนียมที่สร้างล้นในทำเลที่ไม่เหมาะสม เพียงเพราะเห็นว่าห้องตัวอย่างดูสวยงาม” ไลกล่าวพร้อมเสริมว่า ในภาพรวม มาเลเซียถือเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ชาวต่างชาติ

“ผมขอสรุปแบบนี้ครับ มาเลเซียมอบความสะดวกสบายในระดับเดียวกับสิงคโปร์ แต่มีราคาใกล้เคียงกับไทย”

“ส่วนผสมที่ลงตัวเช่นนี้หาได้ยากในภูมิภาคนี้ สิ่งหนึ่งที่ผู้ซื้อควรยอมรับคือ ตลาดที่นี่มีการเติบโตอย่างมั่นคงและค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ตลาดสำหรับการเก็งกำไรระยะสั้นเพื่อขายต่อ”