วันเสาร์ ที่ 10 ตุลาคม 2569

Login
Login

รัฐบาล ‘ทรัมป์’ คว่ำบาตรศาล ICC หลังอดีตผู้พิพากษา คว้าโนเบลสันติภาพ

รัฐบาลทรัมป์ประกาศมาตรการคว่ำบาตรต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากอดีตผู้พิพากษาของศาลแห่งนี้เพิ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ 

KEY POINTS

  • รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศคว่ำบาตรศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) โดยห้ามการทำธุรกรรมทั้งหมด เพื่อตัดการสนับสนุนทางการเงิน
  • สาเหตุหลักมาจากความไม่พอใจที่ ICC พยายามสอบสวนปฏิบัติการของทหารสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถาน และออกหมายจับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอล
  • การประกาศคว่ำบาตรเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจาก นาวี พิลเลย์ อดีตผู้พิพากษาของ ICC ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการแสดงจุดยืนสนับสนุนศาลฯ
  • ICC ประณามการกระทำของสหรัฐฯ ว่าเป็นการโจมตีหลักนิติธรรม แต่ยืนยันว่าจะเดินหน้าทำงานต่อไป และได้เตรียมพร้อมรับมือผลกระทบไว้แล้ว

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court: ICC) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 ต.ค. ที่ผ่านมา เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากอดีตผู้พิพากษาของศาลแห่งนี้เพิ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ 

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ระบุในแถลงการณ์ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์จะไม่มีวันยอมให้ศาลอาญาระหว่างประเทศ ดำเนินคดีกับชาวอเมริกันเด็ดขาด พร้อมประกาศแบนการทำธุรกรรมทั้งหมดกับศาลฯ เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงและบั่นทอนขีดความสามารถในการดำเนินงานขององค์กร

กระทรวงการคลังสหรัฐ ระบุว่า มาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวจะมีระยะเวลาผ่อนผันเบื้องต้น 6 เดือน โดยมีข้อยกเว้นบางประการที่ผ่อนปรนให้สามารถทำธุรกรรมด้านโทรคมนาคม ซอฟต์แวร์ การจ่ายเงินบำนาญ และธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับผู้ถูกคุมขังได้ 

รูบิโอ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า มาตรการนี้ออกแบบมาเพื่อเปิดโอกาสให้ศาลฯ และประเทศสมาชิกเร่งแก้ไขข้อกังวลของสหรัฐ และสหรัฐเองก็ยังพร้อมจะปรับเปลี่ยนมาตรการได้อีก หากข้อเรียกร้องเหล่านั้นไม่ได้รับการตอบสนอง

ชนวนเหตุของความบาดหมางครั้งนี้มาจากการที่สหรัฐ ประณาม ICC อย่างหนัก กรณีการออกหมายจับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอล รวมถึงนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ตลอดจนความพยายามสอบสวนปฏิบัติการของทหารสหรัฐในอัฟกานิสถาน แม้ปัจจุบัน ICC จะระบุว่าการสอบสวนดังกล่าวได้ถูกลดลำดับความสำคัญลงไปแล้วก็ตาม

ด้าน ICC ได้ออกมาประณามความเคลื่อนไหวของสหรัฐในครั้งนี้ว่าเป็นการ "โจมตีหลักนิติธรรม และทำลายรากฐานของระเบียบกฎหมายระหว่างประเทศ" พร้อมเรียกร้องให้รัฐสมาชิกทั้ง 125 ประเทศ ลุกขึ้นดำเนินมาตรการเพื่อปกป้องสถาบันแห่งนี้

นาซัต ชามีม ข่าน รองอัยการ ICC ยืนยันว่า การทำงาน การสอบสวน และการดำเนินคดีทั้งหมดของศาลจะยังคงเดินหน้าต่อไปไม่เปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐต่อ ICC เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากคณะกรรมการรางวัลโนเบลประกาศมอบรางวัลสาขาสันติภาพให้แก่ นาวี พิลเลย์ นักกฎหมายชาวแอฟริกาใต้ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งในองค์คณะตุลาการอุทธรณ์ของ ICC ในช่วงปี 2003-2008 โดยคณะกรรมการฯ ระบุอย่างชัดเจนว่า รางวัลนี้คือการแสดงจุดยืนสนับสนุนศาลระหว่างประเทศ ในช่วงเวลาที่ "ผู้พิพากษาและสถาบันกฎหมายระหว่างประเทศกำลังตกเป็นเป้าโจมตีทางการเมือง"

ที่ผ่านมา ICC ได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งจากรัฐสมาชิก ซึ่งรวมถึงทุกประเทศในสหภาพยุโรป (EU) และสมาชิกองค์การนาโต (NATO) เกือบทั้งหมด ยกเว้นสหรัฐ และตุรกี โดยศาลแห่งนี้เคยออกหมายจับบุคคลสำคัญระดับโลกมาแล้วกว่า 70 คน อาทิ วลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย, โอมาร์ อัล-บาเชียร์ อดีตประธานาธิบดีซูดาน, มูอัมมาร์ กัดดาฟี อดีตผู้นำลิเบีย รวมไปถึงแกนนำกลุ่มฮามาสด้วย

ในอดีต รัฐบาลทรัมป์ เคยออกมาตรการคว่ำบาตรแบบเจาะจงต่อเจ้าหน้าที่ศาลฯ มาแล้วในสมัยแรก ก่อนที่อดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน จะยกเลิกคำสั่งดังกล่าวไป และรัฐบาลสหรัฐได้หวนกลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรที่รุนแรงกว่าเดิม เพียงไม่กี่วันหลังจากทรัมป์กลับเข้าสาบานตนรับตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคม 2025

อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ของ ICC ได้เตรียมความพร้อมล่วงหน้ามานานหลายเดือนแล้ว โดยสั่งการให้เปลี่ยนระบบคอมพิวเตอร์สำนักงานจากซอฟต์แวร์ของ Microsoft ไปใช้ระบบโอเพนซอร์ส (Open-source) แทน รวมถึงจัดการระบบธุรกรรมธนาคารและประกันสุขภาพใหม่ทั้งหมด