วันพฤหัสบดี ที่ 1 ตุลาคม 2569

Login
Login

แผนเตรียมรับฝนร้อยปีแบบ ‘ญี่ปุ่น’ | กันต์ เอี่ยมอินทรา

ถอดบทเรียนแผนเตรียมรับ "ฝนร้อยปี" แบบ ‘ญี่ปุ่น’ แม้มีโครงสร้างการรับมือภัยน้ำท่วมที่แข็งแกร่ง ก็ไม่อาจต้านทานน้ำท่วมได้ แต่สิ่งสำคัญกว่านั้น การมีแผนเตรียมรับมือตั้งแต่ภาครัฐไปจนถึงประชาชนอย่างน้อยอาจช่วยบรรเทาความเสียหายได้บ้าง

ไม่ใช่แค่เพียงคนกรุงเทพฯ ที่ไม่เคยเจอฝนตกติดต่อยาวนานเป็นประวัติการณ์

คนญี่ปุ่นที่นาโกย่าและที่ชิบะ ก็ไม่เคยเจอฝนตกหนักพิเศษในระดับที่เรียกว่าระเบิดห่าฝน จนเกิดน้ำท่วม ท่วมถนน ตัดทางขนส่ง บ้านจมน้ำ รถจมน้ำ เดือนร้อนทุกหย่อมหญ้า ทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นผลมาจากภาวะสภาพอากาศแปรปรวนแบบสุดขั้ว เอลนีโญ

คำถามคือ แล้วเราในฐานะประชาชนคนธรรมดา จะใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง คาดเดาได้ยากได้อย่างไร? มีกรณีศึกษาจากต่างประเทศในการจัดการตัวเอง จัดการสังคม เรื่อยไปจนถึงขั้นบริหารราชการ เพื่อเตรียมรับภัยพิบัติได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไร?

ในเชิงโครงสร้าง ทั้งกทม. และเมืองใหญ่ของญี่ปุ่นอย่างโตเกียว ได้พัฒนาโครงสร้างการรับมือภัยน้ำท่วม ทั้งการสร้างเขื่อนรอบริมแม่น้ำสายหลัก อย่างที่โตเกียวนั้นความสูงของเขื่อนบางจุดกว้างใหญ่เป็นร้อยเมตร สูงเทียบเท่ากับตึก 2-3 ชั้น เช่นเดียวกับการมีอุโมงค์น้ำขนาดใหญ่ใต้เมือง แต่ผลลัพธ์ก็อย่างที่เห็น โตเกียวและเมืองชิบะก็ท่วมอยู่ดี

เมื่อการเตรียมการจัดการปัญหาในเชิงโครงสร้าง ยังไม่เพียงพอกับปริมาณน้ำฝนที่เกินกว่าการประมาณการ ที่ญี่ปุ่นเรียกว่า “ฝนร้อยปี” คือหนักที่สุดในรอบร้อยปี ขณะที่กรณีของกรุงเทพฯ ที่ประมาณการณ์ว่า ฉากทัศน์ที่แย่ที่สุดคือฝนตกทั่วกรุงเทพฯ ทุกเขตพร้อมกัน ติดต่อกันยาวนาน ซึ่งไม่เคยเกิดมาก่อนในประวัติศาสตร์

ในเชิงสังคม คนญี่ปุ่นเช็กสภาพอากาศล่วงหน้าทุกวัน ทุกสัปดาห์เพื่อเตรียมแต่งตัว เตรียมร่ม ที่ตั้งของประเทศที่จำต้องพบกับภัยธรรมชาติเป็นประจำทำให้คนญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมการเตรียมตัว เตรียมเสบียง การเตรียมอพยพ และวินัย เรื่อยไปจนถึงเรื่องเล็กน้อย อาทิ การซื้อของในช่วงวิกฤติที่จะไม่กักตุน ซื้อเท่าที่พอใช้ ไม่กวาดทั้งหิ้ง คงเหลือของไว้ให้คนถัดไป

รัฐบาลกลางจัดการเรื่องโครงสร้าง จัดการเรื่องการเตือนภัยด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีเครือข่ายการเตือนภัยที่ได้รับการสนใจจากประชาชน รัฐบาลท้องถิ่นจัดเตรียมเรื่องย่อยลงมา ตั้งแต่แผนรับมือภัยพิบัติ เส้นทางการอพยพ สถานที่รับผู้อพยพ หมู่บ้านที่ญี่ปุ่นในปัจจุบันยังมีเสียงตามสาย ทั้งเป็นการประกาศภัยพิบัติในยามยาก หรือใช้เป็นการประกาศเวลากลับบ้านแก่เด็กๆ ในยามปกติ พูดง่ายๆ คือมีการใช้ตลอด ไม่พัง

สื่อญี่ปุ่นทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ตั้งแต่เสียงตามสาย รายการโทรทัศน์ และอินเทอร์เน็ตล้วนประสานเสียงเตือนภัย ขณะที่ประชาชนตั้งแต่ระดับครอบครัว จนถึงองค์กร หรือบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ มีการเตรียมการประกาศหยุดเรียน หยุดทำการ ตลอดจนให้ทำงานที่บ้าน ก่อนวันที่จะเกิดฝนตกหนักด้วยซ้ำ

ประชาชนมีการเตรียมภัย เตรียมบ้านพร้อมรับลม รับฝน รับไต้ฝุ่น เก็บของนอกบ้าน ตรวจสอบประตูหน้าต่าง เช็คหลังคาบ้าน เตรียมไฟฉาย เตรียมถุงยังชีพ รัฐบาลกลาง รัฐบาลท้องถิ่น และบริษัทเอกชนมีงบประมาณ มีโมเดลในการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ที่สามารถออกช่วยเหลือให้เร็วที่สุดหลังเกิดเหตุได้