วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน 2569

Login
Login

จับตา ‘สี จิ้นผิง’ เยือนสหรัฐ ในยุคปักกิ่งมีไพ่ต่อรองสูง

นักวิเคราะห์คาด การเยือนสหรัฐของผู้นำจีนรอบนี้ สี จิ้นผิง ไม่ได้มองหาอะไรที่เป็นรูปธรรมมากนัก เขาแค่ต้องการขยายข้อตกลงสุภาพบุรุษกับทรัมป์ เพื่อให้จีนมีเวลาเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตนเอง

ในช่วงสี่เดือนนับตั้งแต่ผู้นำสองมหาอำนาจโลกพบกันครั้งล่าสุดที่ปักกิ่ง ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ได้กำกับดูแลให้การค้าของจีนกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กำลังเผชิญกับคะแนนนิยมที่ตกต่ำลงภายในประเทศ การเยือนสหรัฐของผู้นำจีนในสัปดาห์นี้จึงน่าจับตาว่า สองมหาอำนาจจะใช้ไพ่ใดคงความสัมพันธ์และรักษาผลประโยชน์ของตนเอง

นักวิเคราะห์กล่าวกับรอยเตอร์สว่า การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ดังกล่าวได้ลดความคาดหวังต่อการประชุมสุดยอดในกรุงวอชิงตันของสองผู้นำในสัปดาห์นี้ เนื่องจากสี จิ้นผิง ไม่รีบร้อนที่จะยอมอ่อนข้อ และทรัมป์ก็เผชิญกับแรงกดดันจากสงครามอิหร่านที่มีแต่สร้างความสิ้นเปลือง ทั้งยังส่งผลกระทบต่อความนิยมของทรัมป์และกระเป๋าเงินของชาวอเมริกันเอง

แม้ว่าประเด็นยุ่งยากอย่าง “ไต้หวัน” อาจถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยระหว่างการเยือนของสี แต่ประเด็นสำคัญของการประชุมในวันที่ 24 ก.ย. นี้ คือ ผู้นำทั้งสองอาจส่งสัญญาณการขยายเวลาพักรบทางการค้าที่ทำไว้เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่

จอน ซิน ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายต่างประเทศจากสถาบันบรูกกิงส์ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายจีนของสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ กล่าว

“สี จิ้นผิงไม่ได้มองหาอะไรที่เป็นรูปธรรมมากนัก เขาต้องการขยายข้อตกลงสุภาพบุรุษกับทรัมป์ เพื่อให้จีนมีเวลาเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตนเอง”

โลกของ ‘สี จิ้นผิง’

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวได้ลดความคาดหวังต่อความเป็นไปได้ที่จะเกิดความคืบหน้าครั้งใหญ่ โดยสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ และเหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน ได้เป็นผู้นำในการเตรียมการหารือระหว่างทรัมป์และสีในนิวยอร์ก เมื่อวันอาทิตย์ (20 ก.ย.) ที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อเตรียมจัดทำข้อตกลงที่เป็นไปได้บางประการเกี่ยวกับมาตรการควบคุมปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และการค้าสินค้าที่ไม่อ่อนไหว ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากคำมั่นสัญญาของทรัมป์เมื่อกลับมาดำรงตำแหน่งในปี 2025 ซึ่งเขาบอกเองว่าจะใช้มาตรการภาษีเพื่อแก้ไขความไม่สมดุลทางการค้ากับจีนที่กำลัง “ทำลาย” สหรัฐ

ทว่านับตั้งแต่บรรลุข้อตกลงพักรบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในเดือนต.ค. ปีก่อน ทรัมป์ก็ต้องแบ่งเวลาและความสนใจไปจัดการกับประเด็นความขัดแย้งด้านนโยบายต่างประเทศอื่นๆ อีกมากมาย ตั้งแต่สงครามในอิหร่านและยูเครน ไปจนถึงข้อพิพาทกับยุโรปในประเด็นเสรีภาพของการแสดงความคิดเห็น

ขณะเดียวกัน จีนก็เผชิญกับความท้าทายของตนเอง เช่น อุปสงค์ภายในประเทศที่ชะลอตัว และวิกฤติภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อ แต่ภาคการส่งออกอันทรงพลังของจีนที่ทรัมป์เคยพยายามสยบลงนั้น กลับยังคงขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้ง จนนักเศรษฐศาสตร์เริ่มเรียกปรากฏการณ์นี้กันมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าไชน่าช็อก 2.0” (China Shock 2.0)

อนึ่ง ยอดเกินดุลการค้าทั่วโลกของจีนมีแนวโน้มที่จะพุ่งทะลุ “1 ล้านล้านดอลลาร์” เป็นปีที่สองติดต่อกัน

แม้สหรัฐพยายามสกัดกั้นการนำเข้าพัสดุราคาถูกจากจีน ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญสำหรับแพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าออนไลน์อย่างชีอิน (Shein) และ เทมู (Temu) จะได้ผลในระดับหนึ่ง แต่สินค้ากว่าครึ่งหนึ่งจากทั้งหมดราว 6,500 รายการที่จีนส่งออกไปยังสหรัฐในปีนี้ กลับมียอดส่งออกเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2025

อย่างไรก็ตาม คณะผู้แทนภาคธุรกิจของจีน ซึ่งอาจรวมถึงบริษัทที่กำลังเผชิญกับการตรวจสอบด้านกฎระเบียบจากสหรัฐในขณะที่พวกเขาพยายามขยายโอกาสการเข้าถึงตลาดอเมริกัน เตรียมเดินทางร่วมกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ไปเยือนกรุงวอชิงตันด้วย

“รัฐบาลทรัมป์คิดว่าพวกเขาสามารถใช้มาตรการกดดันฝ่ายเดียวอย่างหนักเพื่อบีบให้จีนยอมผ่อนปรนได้ แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น'” สกอตต์ เคนเนดี ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจสหรัฐ-จีน จากศูนย์เพื่อการศึกษาเชิงกลยุทธ์และระหว่างประเทศ (ซีเอสไอเอส) กล่าว

“เวลานี้คือโลกของสี จิ้นผิง และเราทุกคนต่างกำลังใช้ชีวิตอยู่ในโลกใบนี้”

ประเด็นไต้หวันพิสูจน์จุดยืนสหรัฐ

หากสี จิ้นผิงเป็นผู้กุมอำนาจอย่างที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ นั่นจะยิ่งทำให้พันธมิตรของสหรัฐในเอเชียรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้น เพราะพวกเขาคาดว่าผู้นำจีนอาจกดดันให้ทรัมป์ลดการสนับสนุนของวอชิงตันต่อไต้หวัน และนั่นอาจทำให้พันธมิตรเกิดข้อกังขาถึงจุดยืนของสหรัฐ

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า สีถามทรัมป์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกี่ยวกับเรื่องไต้หวัน ระหว่างการพบกันที่ปักกิ่งในเดือนพ.ค. รวมถึงเรื่องการขายอาวุธและความมุ่งมั่นของวอชิงตันในการปกป้องเกาะแห่งนี้

ประธานาธิบดีสหรัฐก็เคยกล่าวถึงแพ็กเกจอาวุธมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สำหรับไต้หวันว่า เป็น “ไพ่ต่อรอง” กับปักกิ่ง

เจ้าหน้าที่บางคนในไทเปและโตเกียวกังวลว่า สหรัฐอาจถูกล่อให้ใช้ไพ่ใบนั้นเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพ.ย. ที่อาจเป็นความท้าทายสำหรับพรรครีพับลิกัน และอาจใช้ไพ่ดังกล่าวแลกกับการที่จีนซื้อเครื่องบินโบอิ้ง หรือสินค้าเกษตร หรือให้คำมั่นสัญญาว่าจะควบคุมการไหลเวียนของสารเคมีตั้งต้นของเฟนทานิลที่เป็นต้นเหตุของวิกฤติยาโอปิออยด์ในสหรัฐ

อู๋ ซินป๋อ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยฟู่ตั้นในเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศของจีนกล่าวว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐกลายเป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์มากขึ้น”

ในขณะที่วอชิงตันอาจต้องการให้ความสำคัญกับการเจรจาการค้า แต่สำหรับปักกิ่งแล้ว แนวทางของสหรัฐต่อไต้หวันต่างหากที่เป็นกุญแจสำคัญ

“หากคุณยอมรับข้อกังวลของเราในประเด็นไต้หวัน เราก็ยินดีที่จะยอมรับข้อกังวลของคุณในประเด็นอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้กฎหมายหรือการซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐ” อู๋กล่าวถึงการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างสหรัฐและจีน

รักษาสัมพันธ์เพื่อประโยชน์ทุกฝ่าย

ทางการสหรัฐมองว่าประธานาธิบดีสี เป็นบุคคลที่มีศักยภาพที่จะสามารถกดดันอิหร่านให้ยุติสงครามได้ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ฉุดให้คะแนนนิยมของทรัมป์ดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดในเส้นทางการเมืองของเขา

อย่างไรก็ตาม สี จิ้นผิง ยังไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะดำเนินการในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด และเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า จีนกำลังจำหน่ายสินค้ามูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ให้อิหร่านผ่านกระบวนการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร แต่กระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุว่าไม่ทราบเกี่ยวกับกระบวนการดังกล่าว

ขณะที่มาตรการข่มขู่ของสหรัฐเมื่อเดือนที่แล้ว ที่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรรอง (Secondary Sanctions) กับประเทศที่ทำธุรกิจร่วมกับอิหร่าน ตามที่เบสเซนต์เรียกว่าเป็น “วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ” ดูเหมือนจะยังไม่นำมาบังคับใช้กับคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอิหร่านอย่างจีนเช่นกัน

นักวิเคราะห์มองว่านี่เป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่บ่งชี้ว่า ทรัมป์ต้องการรักษาเสถียรภาพความสัมพันธ์กับสี จิ้นผิง เอาไว้ ในขณะที่เขาหันไปทุ่มเทความสนใจให้กับประเด็นอื่น ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ตอบโจทย์ผู้นำจีนเช่นกัน

รูบี ออสแมน นักวิจัยอาวุโสด้านภูมิรัฐศาสตร์จากสถาบันโทนีแบลร์เพื่อการเปลี่ยนแปลงโลก กล่าวว่า “ทั้งสี จิ้นผิง และทรัมป์ ต่างเห็นพ้องกันว่าการรักษาเสถียรภาพของความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้พวกเขาสามารถเน้นไปที่ประเด็นปัญหาเร่งด่วนอื่นๆ ได้”

“สำหรับทรัมป์ ประเด็นดังกล่าวคือเรื่องอิหร่าน สำหรับสี จิ้นผิง คือการเสริมสร้างความเข้มแข็งภายในประเทศของจีน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นหลังหมดยุคของทรัมป์”