วันพุธ ที่ 23 กันยายน 2569

Login
Login

ทูตจีนย้ำเอง ประเด็น ‘ไต้หวัน-สิทธิมนุษยชน’ เส้นแดงที่สหรัฐข้ามไม่ได้

เอกอัครราชทูตจีน ประจำวอชิงตัน ย้ำเอง ประเด็นไต้หวันและสิทธิมนุษยชน เป็น "เส้นแดง" ที่สหรัฐข้ามไม่ได้ พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐเลิก “สร้างข้ออ้าง” เพื่อพยายามสกัดกั้นจีน

เอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐเตือนในวันพุธ (23 ก.ย.) ประเด็น “ไต้หวันและสิทธิมนุษยชน” เป็น “เส้นแดง” สำหรับจีนที่ไม่สามารถข้ามได้ นี่ถือเป็นการแสดงท่าทีที่หนักแน่นของฝ่ายจีนก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำที่จะจัดขึ้นที่กรุงวอชิงตันในสัปดาห์นี้

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เตรียมเดินทางเยือนวอชิงตันเพื่อร่วมประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายต่างมุ่งสร้างเสถียรภาพให้กับความสัมพันธ์ที่ถูกบดบังด้วยข้อพิพาททุกเรื่อง ตั้งแต่ประเด็นการค้าไปจนถึงไต้หวัน

ในบทความของทูตจีนที่ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ People's Daily ซึ่งเป็นสื่อกระบอกเสียงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ในวันที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มีกำหนดการเดินทางออกจากจีน เอกอัครราชทูตเซี่ย เฟิง ระบุว่า การจัดการกับความเห็นต่างนั้นขึ้นอยู่กับความจริงใจ พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐ ยุติการ “สร้างข้ออ้าง” ต่างๆ อย่างเรื่องความมั่นคงของชาติ ความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจ และการใช้แรงงานบังคับ เพื่อพยายามสกัดกั้นจีน

ทูตกล่าวเสริมว่า เมื่อจีนและสหรัฐร่วมมือกัน ทั้งสองฝ่ายต่างได้รับประโยชน์ แต่หากเผชิญหน้ากัน ทั้งสองฝ่ายต่างต้องสูญเสีย

“อธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ด้านการพัฒนาของจีนเป็นสิ่งที่ไม่อาจละเมิดได้ และ ‘เส้นแดง’ 4 ประการ ทั้งประเด็นไต้หวัน ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน แนวทางและระบบการพัฒนา รวมถึงสิทธิในการพัฒนา ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่อาจท้าทายได้” เซี่ยกล่าว

“จีนมุ่งมั่นที่จะดำเนินแนวทางพัฒนาอย่างสันติ และหวังว่าสหรัฐจะก้าวไปในทิศทางเดียวกันนี้ด้วย” ทูตระบุ

จีนอ้างกรรมสิทธิ์เหนือไต้หวัน ซึ่งปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย โดยถือว่าเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของตน แต่รัฐบาลในไทเปคัดค้านเรื่องนี้

‘ไต้หวัน’ ผลประโยชน์ของจีน

สหรัฐเป็นผู้จัดหาอาวุธและผู้สนับสนุนที่สำคัญที่สุดของไต้หวัน และจีนได้เรียกร้องให้สหรัฐยุติการขายอาวุธให้ไต้หวันหลายครั้งแล้ว

หลังจากการประชุมสุดยอดที่ปักกิ่งในเดือนพฤษภาคมกับสี จิ้นผิง ทรัมป์กล่าวว่า เขากำลังระงับแพ็กเกจอาวุธใหม่มูลค่าประมาณ 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ และอธิบายว่าเป็น “ไพ่ต่อรองที่ดีมาก”

เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงของไต้หวันกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ปักกิ่งมองว่าการชะลอการถ่ายโอนอาวุธจากสหรัฐเป็นวิธีโดยตรงในการชะลอการเสริมแกร่งกำลังทางทหารของไต้หวัน ทำให้จีนมีโอกาสขยายแรงกดดันต่อไต้หวัน ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์มากขึ้น

แหล่งข่าวเจ้าหน้าที่รายหนึ่งเผยว่า จีนอาจใช้มาตรการจูงใจต่างๆ เช่น การสั่งซื้อสินค้าจากสหรัฐ หรือการแสดงท่าทีต่อสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เพื่อโน้มน้าวให้ประธานาธิบดีทรัมป์เห็นว่า การลดบทบาททางทหารของสหรัฐในภูมิภาคนี้อาจแลกมาด้วยความร่วมมือที่กว้างขวางยิ่งขึ้นจากจีน

เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวระบุด้วยว่า กองทัพจีนได้เพิ่มจำนวนเรือรบ เรือของหน่วยยามฝั่ง และเรือวิจัยในบริเวณรอบไต้หวัน รวมถึงในทะเลจีนใต้และทะเลจีนตะวันออกอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังมีการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ เช่น สายเคเบิลใต้น้ำ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อการทำสงครามได้

กระทรวงกลาโหมของจีนไม่ได้ตอบกลับคำร้องขอความคิดเห็นในเรื่องนี้

กระทรวงการต่างประเทศของจีนย้ำจุดยืน “คัดค้านอย่างเด็ดขาด” ต่อการขายอาวุธของสหรัฐ โดยระบุว่าประเด็นไต้หวันถือเป็น “ผลประโยชน์หลักที่สำคัญที่สุด” และเป็นรากฐานทางการเมืองของความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐ

จีนไม่เคยละทิ้งทางเลือกในการใช้กำลังเพื่อนำไต้หวันกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของตน แม้ระบุว่าตนต้องการ “รวมชาติอย่างสันติ” มากกว่าก็ตาม

ด้านโฆษกสำนักงานกิจการไต้หวันกล่าวว่า ไต้หวันต่างหากที่เป็นฝ่ายจงใจยกระดับความขัดแย้ง

“ความพยายามผลักดันประกาศเอกราชคือต้นเหตุสำคัญที่ทำลายสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน รวมถึงบั่นทอนสถานะที่เป็นอยู่” จู เฟิ่งเหลียน โฆษกสำนักงานฯ กล่าว

สหรัฐต้องทำตามสัญญา

บทความอีกฉบับที่เผยแพร่ผ่าน People's Daily เมื่อวันพุธ ระบุว่า มุมมองที่ผิดพลาดของวอชิงตันที่มีต่อจีน และการที่ไม่สามารถละทิ้งแนวคิดเรื่องการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ได้นั้น คือสาเหตุเบื้องต้นที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายเป็นไปอย่างยากลำบาก

“ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เส้นทางอันซับซ้อนและเต็มไปด้วยอุปสรรคของความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มุมมองที่ผิดพลาดของสหรัฐต่อจีน และความไม่เต็มใจที่จะละทิ้งแนวคิดเรื่อง ‘การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์’ คือสาเหตุหลักของปัญหาความยุ่งยากที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า” ผู้เขียนบทความดังกล่าวระบุ โดยไม่ได้ลงรายละเอียดเพิ่มเติม

บทความดังกล่าว ซึ่งตีพิมพ์ภายใต้นามปากกา “จงเซิง” ซึ่งอันหมายถึง “เสียงของจีน” และมักใช้เพื่อแสดงทัศนะด้านนโยบายต่างประเทศ ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายควรทะนุถนอมแนวโน้มความสัมพันธ์ในเชิงบวกที่แลกมาด้วย “ต้นทุนมหาศาล” นี้ พร้อมรักษาทิศทางที่ถูกต้องและขจัดการแทรกแซงต่างๆ

นอกจากนี้ บทความยังย้ำว่า “โดยเฉพาะฝ่ายสหรัฐ จำเป็นต้องรักษาความต่อเนื่องและเสถียรภาพของนโยบาย ปฏิบัติตามพันธสัญญาที่ให้ไว้ และสร้างความชัดเจนแน่นอนให้กับความสัมพันธ์ทวิภาคี”