เมื่อต้นเดือน ก.ย. กองทัพยูเครนได้ทดสอบระบบยิงสกัดภัยคุกคามทางอากาศรุ่นใหม่ที่พัฒนาเพื่อสกัดโดรนโจมตีติดตั้งเครื่องยนต์เจ็ตของรัสเซีย แต่เหมือนว่าการทดสอบไม่เป็นไปตามแผน ยูเครนยังตามหลังรัสเซียเรื่องนี้
KEY POINTS
- รัสเซียได้เพิ่มการใช้โดรนติดเครื่องยนต์เจ็ตโจมตียูเครน ซึ่งมีความเร็วสูงกว่าโดรนรุ่นเก่ามาก ทำให้ระบบป้องกันของยูเครนสกัดกั้นได้ยาก
- ยูเครนยอมรับว่ากำลังตกเป็นรองในการพัฒนาโดรนเจ็ต และการทดสอบระบบสกัดกั้นรุ่นใหม่ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
- รัสเซียสามารถผลิตโดรนเจ็ตได้ประมาณ 3,000 ลำต่อเดือน และได้เพิ่มการใช้งานโจมตียูเครนขึ้นถึง 6 เท่าในช่วงฤดูร้อน โดยมีเป้าหมายหลักที่กรุงเคียฟ
เมื่อต้นเดือน ก.ย. กองทัพยูเครนได้เชิญกลุ่มผู้ผลิตจำนวนมากร่วมทดสอบระบบยิงสกัดภัยคุกคามทางอากาศรุ่นใหม่ที่พัฒนาเพื่อสกัดโดรนโจมตีติดตั้งเครื่องยนต์เจ็ตของรัสเซียที่สร้างความเสียหายอย่างหนักในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา แต่แหล่งข่าวสองรายเผยกับรอยเตอร์ว่า การทดสอบไม่เป็นไปตามแผน
แหล่งข่าวบอกว่า โดรนสกัดกั้นหลายลำพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการควบคุมความเร็วทำได้ยาก บางครั้งโดรนแล่นด้วยความเร็วเกิน 400 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บางลำตกใกล้ๆ ทุ่งและป่า
การทดสอบดังกล่าวตอกย้ำให้เห็นถึงความท้าทายที่ยูเครนเผชิญก่อนเข้าสู่ฤดูหนาวโดยไร้ระบบป้องกันภัยทางอากาศจากตะวันตกมากพอรับมือกับขีปนาวุธนำวิถีของรัสเซียได้ และยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับโดรนของมอสโกที่ทั้งเร็วกว่าและแรงกว่า
ตามข้อมูลของกองทัพยูเครนที่รอยเตอร์ได้เห็น รัสเซียใช้โดรนขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เจ็ตเพิ่มขึ้นเป็น 6 เท่าในช่วงฤดูร้อนสามเดือนที่ผ่านมา
รอยเตอร์ระบุว่า สถานการณ์ความขัดแย้งที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมทางเทคโนโลยีอันรวดเร็วนี้สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้มากภายในเวลาเพียงสองเดือน แต่ยูเครนยังคงเป็นรองรัสเซียในเรื่องนี้
เมื่อวันศุกร์ (11 ก.ย.) ผู้บัญชาการระดับสูงนายหนึ่งได้ออกมาวิจารณ์อย่างเปิดเผยว่า เคียฟกำลังตกเป็นรองในด้านการพัฒนาโดรนขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เจ็ต
มักซิม โชริน รองผู้บัญชาการกองพลน้อยที่ 3 โพสต์ผ่านเทเลแกรม
“ฝ่ายรัสเซียได้เริ่มกระบวนการผลิตและนำโดรนชาเฮ็ด (Shahed) ที่ติดตั้งเครื่องยนต์เจ็ตมาใช้งานจำนวนมากแล้ว ในขณะที่เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะรับมือกับพวกมันอย่างไร”
ยูริ เชเรวาเชนโก รองผู้บัญชาการกองทัพอากาศยูเครน ยอมรับว่าการพัฒนาโดรนสกัดกั้นที่มีความเร็วสูงขึ้นนั้นเป็นเรื่องยาก แต่ระบุว่า ยูเครนใกล้จะนำระบบราคาประหยัดที่ผลิตได้จำนวนมากและหลายรูปแบบ เข้าประจำการแล้ว
โดรนรัสเซียครองน่านฟ้ายูเครน
การขยายกำลังการผลิตโดรนติดตั้งเครื่องยนต์เจ็ตอย่างรวดเร็วของรัสเซีย ทำให้มอสโกสามารถระดมโจมตียูเครน โดยเฉพาะกรุงเคียฟได้ด้วยอาวุธจำนวนมหาศาล ซึ่งมีความเร็วสูงจนยากที่จะสกัดกั้นและยิงตกมากกว่าโดรนรุ่นก่อนหน้าอย่างมาก
หลังจากที่รัสเซียเริ่มส่งโดรนชาเฮ็ดราคาถูกหลายพันลำเข้าโจมตียูเครนในปี 2022 ทางการยูเครนก็ได้พัฒนาวิธีการทำลายโดรนเหล่านี้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จนสามารถเพิ่มอัตราการสกัดกั้นได้สูงถึง 90%
ฝ่ายมอสโกจึงตอบโต้ด้วยการปรับปรุงให้โดรนมีความเร็วมากขึ้น ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดในการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อรูปแบบการสู้รบตลอดระยะเวลาเกือบ 5 ปีของสงครามครั้งนี้
การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในขณะที่รัสเซียยังคงใช้ขีปนาวุธที่มีอานุภาพมหาศาลอย่างไม่ลดละ ในขณะที่ยูเครนกำลังประสบปัญหาขาดแคลนระบบสกัดกั้นขั้นสูงที่จำเป็นต่อการรับมือกับขีปนาวุธเหล่านั้น
หน่วยข่าวกรองกลาโหมของยูเครนประเมินว่า รัสเซียสามารถผลิตโดรนขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เจ็ตประมาณ 3,000 ลำต่อเดือน บางรุ่นมีปีกรูปสามเหลี่ยมคล้ายกับโดรนชาเฮ็ด ขณะที่บางรุ่นมีลำตัวทรงกระบอกและมีปีกขนาดเล็กคล้ายกับขีปนาวุธร่อน
ข้อมูลข่าวกรองระบุว่า รัสเซียส่งโดรนราว 450 ลำที่มีความเร็วระหว่าง 240-500 กิโลเมตรต่อชั่วโมงออกปฏิบัติการในเดือนมิ.ย. และตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2,850 ลำในเดือน ส.ค.
ทั้งนี้ โดยปกติแล้วโดรนชาเฮ็ด ซึ่งเป็นโดรนโจมตีราคาประหยัดที่ใช้เครื่องยนต์ลูกสูบและมีพื้นฐานการออกแบบมาจากอิหร่านนั้น บินด้วยความเร็วต่ำกว่า 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ข่าวกรองยังชี้ให้เห็นว่า กรุงเคียฟและพื้นที่โดยรอบตกเป็นเป้าหมายหลักของการโจมตี เนื่องจากโดรนรัสเซียตกในพื้นที่คิดเป็นสัดส่วนเกือบหนึ่งในห้าของจำนวนโดรนที่ส่งมาจากรัสเซียทั้งหมด
เชเรวาเชนโกกล่าวว่า พื้นที่ในและรอบกรุงเคียฟ รวมถึงเมืองโอเดสซาซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญริมทะเลดำสำหรับการส่งออกทางทะเลของยูเครน เป็นจุดที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการโจมตี เขาคาดการณ์ด้วยว่า นับจากนี้ จำนวนโดรนที่ใช้โจมตีจะเพิ่มมากขึ้น และเตือนว่า การโจมตีในบางครั้ง โดรนที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เจ็ตครองสัดส่วนสูงกว่า 70% แล้ว
สงครามดาบและโล่
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดรนขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เจ็ตได้พุ่งเข้าโจมตีหลายเป้าหมายใจกลางกรุงเคียฟ
เชเรวาเชนโกกล่าวว่า ความอันตรายหลักของโดรนเหล่านี้คือ
การที่ "โดรนสามารถบังคับทิศทางได้” หมายความว่า มันสามารถเปลี่ยนเส้นทางการบินและระดับความสูงตามคำสั่งของผู้ควบคุมได้
เจ้าหน้าที่และนักวิเคราะห์ทางทหารเชื่อว่า โดรนที่พุ่งชนสำนักงานใหญ่ของหน่วยงานความมั่นคงแห่งชาติยูเครน (เอสบียู) เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และตรงไปยังเป้าหมายห้องทำงานของผู้อำนวยการหน่วยงานได้อย่างแม่นยำ เป็นโดรนที่ถูกบังคับโดยมนุษย์
ซามูเอล เบนเดตต์ นักวิชาการอาวุโสสมทบประจำศูนย์เพื่อความมั่นคงอเมริกันยุคใหม่ กล่าวว่า สงครามในยูเครนเปรียบเสมือนการต่อสู้ระหว่าง “ดาบกับโล่” ที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยขีดความสามารถและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมักถูกฝ่ายตรงข้ามหาทางตอบโต้ได้อย่างรวดเร็ว
“ความได้เปรียบที่รัสเซียมีอยู่ในขณะนี้จะค่อยๆ หมดไป เมื่อยูเครนพัฒนาขีดความสามารถในการตอบโต้ ด้วยการใช้อาวุธสกัดกั้นที่มีราคาถูกและผลิตได้รวดเร็ว และสามารถใช้จัดการกับโดรนที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เจ็ตได้” เขากล่าว
ยูเครนต้องเร่งพัฒนาโดรน
ในการรับมือกับโดรนประเภทชาเฮ็ดนับพันลำที่ยิงเข้ามาในแต่ละเดือนเมื่อปีที่แล้ว ยูเครนได้พัฒนาโดรนสกัดกั้นที่มีต้นทุนต่ำกว่า 2,000 ดอลลาร์ (ต่ำกว่า 66,500 บาท) และสามารถสอยโดรนฝ่ายตรงข้ามที่บินเข้ามาได้ในสัดส่วนที่สูง
อย่างไรก็ตาม อาวุธเหล่านี้ไม่สามารถไล่ตามโดรนที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เจ็ตได้ทัน
บอริส โดลีนา ผู้บัญชาการหน่วยโดรนสกัดกั้นกล่าวว่า บางครั้งพวกเขาสามารถโจมตีโดรนเจ็ตบางรุ่นได้ในจังหวะที่พวกมันลดความเร็วเพื่อเลี้ยว หรือเปลี่ยนทิศทาง แต่เตือนว่ารัสเซียกำลังเริ่มนำระบบตรวจจับวัตถุที่บินเข้ามาใกล้และระบบเร่งความเร็วอัตโนมัติมาใช้งานและปรับปรุงประสิทธิภาพอาวุธอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันยูเครนมีเจ้าหน้าที่ควบคุมโดรนสกัดกั้นที่ผ่านการฝึกอบรมแล้วกว่าหนึ่งพันนาย ขณะที่บรรดาบริษัทผู้ผลิตต่างเร่งพัฒนาโดรนสกัดกั้นที่มีความเร็วสูงขึ้น ซึ่งบางรุ่นก็ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เจ็ตเช่นกัน แต่ความล้มเหลวในการทดสอบเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า ความคืบหน้าในการพัฒนายังคงมีความไม่แน่นอน
ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ระบุว่า มีบริษัทของยูเครนกว่า 60 แห่งกำลังพัฒนาเทคโนโลยีสกัดกั้นโดรนที่ติดตั้งเครื่องยนต์เจ็ต แต่มีเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมโดรนของยูเครนระบุว่า ต้นแบบบางรุ่นมีขนาดใหญ่และเคลื่อนที่ช้าเกินกว่าจะนำไปใช้ในการสู้รบจริง ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวต้องใช้โดรนที่มีความเร็วในการจัดการกับเป้าหมายที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง เนื่องจากมีช่วงเวลาปฏิบัติการที่จำกัดมาก
ขีปนาวุธราคาถูกอาจช่วยได้
เจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญระบุว่า หนึ่งในแนวทางแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือการใช้ขีปนาวุธนำวิถีราคาประหยัดรุ่นใหม่ เนื่องจากยูเครนมีคลังขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศราคาแพงที่ได้รับจากชาติตะวันตกอยู่จำกัด อีกทั้งขีปนาวุธเหล่านั้นไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรับมือกับการโจมตีระลอกใหญ่ด้วยโดรนที่ใช้เครื่องยนต์เจ็ต
เชเรวาเชนโกกล่าวว่า จรวดรุ่นใหม่บางส่วนกำลังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบ และจะมีราคาถูกกว่าโดรนเป้าหมายที่ออกแบบมาเพื่อทำลายอย่างมาก
ก่อนหน้านี้ ยูเครนสามารถเบี่ยงเบนเส้นทางโดรนของรัสเซียได้ด้วยการป้อนข้อมูลจีพีเอสหลอก แต่แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมโดรนระบุว่า โดรที่ใช้เครื่องยนต์เจ็ตจำนวนมากใช้ระบบเสาอากาศขั้นสูงแบบ 16 ช่องสัญญาณ ซึ่งทำให้มีความทนทานสูงต่อการถูกรบกวนสัญญาณ หรือการตัดสัญญาณ
อนาโตลี คราปชินสกี ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาบริษัทฟรายกรุ๊ปยูเครน (Fly Group Ukraine) ซึ่งเป็นบริษัทด้านกลาโหม เผยกับรอยเตอร์ว่า การใช้ระบบอาวุธแยกส่วนไม่เพียงพออีกต่อไป และทางออกคือการใช้อาวุธแบบเครือข่าย โดยให้อุปกรณ์หลายชิ้นทำงานประสานกันเสมือนเป็น “สิ่งมีชีวิต” เดียวกัน เพื่อรบกวนระบบนำทางของศัตรู
“โดรนจะยังคงเข้าใจว่ามันกำลังบินมุ่งหน้าไปยังเป้าหมาย แต่ระบบนำร่องอัตโนมัติของมันเอง ซึ่งอ้างอิงข้อมูลพิกัดที่ผิดพลาด จะค่อยๆ เปลี่ยนทิศทาง และบังคับให้โดรนเบี่ยงออกจากเขตเมืองไปยังพื้นที่ปลอดภัย”
แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมโดรนระบุว่า โดรนสกัดกั้นในปัจจุบันแม้จะมีความเร็วต่ำกว่าเป้าหมาย แต่ก็สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเพื่อเข้าโจมตีแบบเผชิญหน้าได้ แทนที่จะใช้วิธีไล่ล่าจากด้านหลัง ซึ่งวิธีการดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยระบบกำหนดเป้าหมายที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอที่มีความสามารถคำนวณวิถีการบินของโดรนฝ่ายตรงข้ามที่กำลังพุ่งเข้ามาได้อย่างแม่นยำ
เชเรวาเชนโกกล่าวว่า อาวุธยูเครนสามารถสกัดกั้นเป้าหมายแบบเผชิญหน้าได้สำเร็จแล้ว โดยใช้ทั้งซอฟต์แวร์นำวิถีอัตโนมัติและโดรนที่ควบคุมโดยมนุษย์ แม้ว่าเทคโนโลยีนี้ยังต้องพัฒนาเพิ่มเติมก่อนนำไปใช้งานในวงกว้าง แต่เขาก็มองว่านี่คืออนาคตของการป้องกันภัยทางอากาศ
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ภาระส่วนใหญ่ยังคงตกอยู่กับฝ่ายอากาศยานของกองทัพยูเครน ซึ่งมีความเร็วเพียงพอที่จะไล่ตามโดรนขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เจ็ตได้ทัน แต่เนื่องจากปริมาณขีปนาวุธแบบยิงจากอากาศสู่อากาศเริ่มลดน้อยลง นักบินจึงจำเป็นต้องหันมาใช้ปืนใหญ่มากขึ้น ซึ่งถือเป็นยุทธวิธีที่มีความเสี่ยงและอาจได้รับผลกระทบจากเศษซากของโดรนได้





