ประธานาธิบดีทรัมป์ ลงนามคำสั่งบริหาร เปลี่ยนชื่อ "ทะเลสาบออนแทรีโอ" เป็น "ทะเลสาบอเมริกา" ยกระดับขัดแย้งกับแคนาดา หลังเจรจาการค้าล่ม
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐเปลี่ยนชื่อ “ทะเลสาบออนแทรีโอ” เป็น “ทะเลสาบอเมริกา” เมื่อวันพฤหัสบดี (27 ส.ค.) ที่ผ่านมา ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งกับแคนาดา หลังทั้งสองฝ่ายเปิดศึกเรียกเก็บภาษีศุลกากรการค้าข้ามพรมแดนมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์
“เราจะเปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอเป็นทะเลสาบอเมริกาโดยมีผลทันที” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวในห้องทำงานรูปไข่ “การเปลี่ยนชื่อทะเลสาบเป็นทะเลสาบอเมริกา เป็นสิ่งที่ผมคิดมานานแล้ว”
คำสั่งบริหารของทรัมป์เกี่ยวกับการเปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอ ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าทะเลสาบใหญ่ของทวีปอเมริกาเหนือ มีผลบังคับใช้กับการใช้งานของรัฐบาลกลางสหรัฐ และไม่ได้ควบคุมว่าแคนาดา องค์กรระหว่างประเทศ หรือองค์กรอื่นๆ ต้องเรียกทะเลสาบนี้ว่าอย่างไร
ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากทรัมป์ออกแถลงการณ์นี้ นายกรัฐมนตรีแคนาดาและผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กจากพรรคเดโมแครตกล่าวว่าพวกเขาจะไม่เปลี่ยนชื่อทะเลสาบที่ใช้มานานกว่า 400 ปีแล้ว
มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา กล่าวว่า ชื่อของทะเลสาบนี้มีมาก่อนที่ทั้งแคนาดาและสหรัฐจะก่อตั้งเป็นประเทศเสียอีก
“เรารู้ว่าอเมริกากำลังเปลี่ยน ความสัมพันธ์ทางการค้า นโยบายต่างประเทศ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ และชื่อเรียกแหล่งน้ำต่างๆ” คาร์นีย์โพสต์ในโซเชียลมีเดีย “ชาวแคนาดาก็รู้เช่นกันว่า การตั้งชื่อตามความเป็นจริงนั้นหมายถึงการเรียกมันว่าทะเลสาบออนแทรีโอ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต”
ด้านแคธี โฮชุล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ตอบโต้ในโซเชียลมีเดียว่า “นิวยอร์กจะไม่เรียกแบบนั้น” หรือหมายถึง ไม่เรียกตามชื่อใหม่ที่ทรัมป์เปลี่ยน
ฟิล สก็อตต์ ผู้ว่าการรัฐเวอร์มอนต์จากพรรครีพับลิกัน ซึ่งมีพรมแดนติดกับแคนาดาและรัฐนิวยอร์ก โพสต์ผ่าน X ในวันพฤหัสบดีว่า การตัดสินใจของทรัมป์นั้น “ไร้สาระและน่าผิดหวัง”
ขณะที่ประมุขสูงสุดปิแอร์ ปิคาร์ด แห่งควิเบก ออกแถลงการณ์ประณามการเปลี่ยนชื่อทะเลสาบ ซึ่งมีที่มาจากภาษาเวนดัตและมีความหมายว่า ‘ทะเลสาบสวยงามยิ่งใหญ่’
“ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังพยายามลบประวัติศาสตร์ของเรา” เขากล่าว “ผมรู้สึกโกรธ ตกใจ และช็อก ไม่มีคำอื่นใดที่จะอธิบายความรู้สึกของผมได้ หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอเป็น ‘ทะเลสาบอเมริกา’”
ทั้งนี้ นิวยอร์กอยู่ติดกับทะเลสาบดังกล่าวทางฝั่งสหรัฐ และพื้นที่ผิวน้ำของทะเลสาบออนแทรีโอประมาณ 52% อยู่ในแคนาดา ส่วนที่เหลืออยู่ในนิวยอร์ก
ทรัมป์อยากเปลี่ยนชื่อมหาสมุทร
รอยเตอร์รายงานว่า ทรัมป์ยังได้กล่าวเป็นนัยว่า เขาอาจพิจารณาเปลี่ยนชื่อมหาสมุทรด้วย
“เรามีอ่าวและเรามีทะเลสาบแล้ว ตอนนี้สิ่งที่เราต้องการก็คือมหาสมุทร ดังนั้นบางทีเราอาจต้องเปลี่ยนชื่อมหาสมุทรแอตแลนติกหรือแปซิฟิก บางทีเราอาจเปลี่ยนทั้งสองอย่างเลยก็ได้” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าว
นอกจากการเปลี่ยนชื่อสถานที่ทางธรรมชาติแล้ว นับตั้งแต่กลับมารับตำแหน่งเมื่อปีก่อน ทรัมป์ยังได้พยายามนำชื่อของตัวเองตั้งให้กับอาคารและสัญลักษณ์อื่นๆ ที่สะท้อนถึงอำนาจอเมริกัน รวมถึงอาคารหลายแห่งในวอชิงตัน เรือรบของกองทัพเรือที่วางแผนสร้างไว้ โครงการวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติที่ร่ำรวย เว็บไซต์ยาตามใบสั่งแพทย์ที่ดำเนินการโดยรัฐบาล และบัญชีออมทรัพย์ของรัฐบาลกลางสำหรับเด็ก
ก่อนหน้านี้ในเดือน ม.ค. ปี 2025 ทรัมป์ได้สั่งให้เปลี่ยนชื่ออ่าวเม็กซิโกเป็นอ่าวอเมริกา หลังจากนั้นคณะกรรมการชื่อทางภูมิศาสตร์ของสหรัฐ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระทรวงมหาดไทย ใช้เวลาประมาณสองสัปดาห์ในการปรับปรุงชื่อทางการของรัฐบาลกลางในระบบข้อมูลชื่อทางภูมิศาสตร์ เพื่อสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลง และมีผลบังคับใช้ทันทีสำหรับการใช้งานของรัฐบาลกลาง
เจรจาการค้าแคนาดา-สหรัฐ อาจไม่คืบหน้าเร็วๆ นี้
นับตั้งแต่ต้นปี 2025 ทรัมป์ได้เยาะเย้ยแคนาดาซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกี่ยวกับการดึงประเทศดังกล่าวเข้ามาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐ ซึ่งผู้นำแคนาดาได้ปฏิเสธความคิดนี้ว่าเป็นเรื่องไร้สาระ และความเคลื่อนไหวล่าสุดอาจไม่ช่วยให้การเจรจาการค้าในอนาคตระหว่างสหรัฐและแคนาดาราบรื่นขึ้นได้ เนื่องจากชาวแคนาดาส่วนใหญ่มองว่าเป็นการกระทำที่ยั่วยุและดูหมิ่น
การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ-แคนาดา ล้มเหลวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยแต่ละฝ่ายต่างกล่าวโทษอีกฝ่ายว่าเป็นต้นเหตุทำให้การเจรจาที่เข้มข้นสามวันต้องหยุดชะงัก
คาร์นีย์กล่าวว่า การเจรจาการค้าสะดุดลงจากหลายประเด็น ซึ่งรวมถึงข้อเสนอของผู้เจรจาฝ่ายสหรัฐที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์บางประการ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกฎระเบียบด้านการใช้ภาษาฝรั่งเศสของแคนาดา รวมถึงประเด็นการผ่อนปรนภาษีศุลกากรของสหรัฐที่อาจครอบคลุมรถบรรทุกขนาดกลางและขนาดใหญ่ และข้อเรียกร้องให้จำกัดความสามารถของแคนาดาในการทำข้อตกลงการค้าฉบับใหม่กับประเทศอื่น ๆ
เจ้าหน้าที่สหรัฐปฏิเสธคำกล่าวอ้างดังกล่าว และบอกว่าการตัดสินใจของคาร์นีย์ที่เลือกปฏิเสธข้อตกลงถือเป็นการตัดสินใจทางการเมือง
ทรัมป์ซึ่งหาเสียงด้วยคำมั่นว่าจะหลีกเลี่ยงการเริ่มสงครามต่างประเทศครั้งใหม่และต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อ กำลังเผชิญกับคะแนนนิยมตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง และกำลังพยายามแก้ไขทั้งสงครามการค้าที่รัฐบาลของเขาเริ่มต้นกับออตตาวา รวมถึงสงครามที่สหรัฐและอิสราเอลเริ่มขึ้นกับอิหร่านเมื่อหกเดือนก่อน ซึ่งทั้งสถานการณ์ทั้งสองอย่างมีส่วนทำให้ค่าครองชีพของชาวอเมริกันสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้นำสหรัฐมีท่าที่แข็งกร้าวกับแคนาดา แต่ผลสำรวจของรอยเตอร์/อิปซอส ในเดือนพฤษภาคม แสดงให้เห็นว่า 72% ของชาวอเมริกันมีมุมมองที่ดีต่อแคนาดา ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าประเทศอื่นๆ ในการสำรวจ รวมถึงเยอรมนีและเม็กซิโก และสูงกว่าคะแนนความนิยมของทรัมป์ประมาณสองเท่า





