รัฐมนตรีคลังสหรัฐ สก็อตต์ เบสเซนต์ ขู่จะใช้มาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจกับทุกประเทศที่ยังทำธุรกิจกับอิหร่าน ในปฏิบัติการที่เขาเรียกว่า “วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ” (economic D-Day) เพื่อโดดเดี่ยวสาธารณรัฐอิสลามและยุติสงครามที่ยืดเยื้อมาราวหกเดือน
เบสเซนต์กล่าวในการแถลงข่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กำลังโทรหาผู้นำโลกพร้อม “คำร้องขอเฉพาะเจาะจงให้ยุติการติดต่อกับระบอบการปกครองนี้” และแต่ละประเทศจะได้รับกรอบเวลาชัดเจนในการตัดสัมพันธ์กับอิหร่าน มิฉะนั้นจะเผชิญบทลงโทษฝ่ายเดียวจากสหรัฐ
“เรากำลังเปิดฉากโจมตีทางเศรษฐกิจต่อเครือข่ายการเงินของอิหร่านทั่วโลก” เบสเซนต์กล่าว พร้อมเปรียบการเคลื่อนไหวนี้ว่าเป็น “การรัดคอทางเศรษฐกิจต่อระบอบการปกครองนี้”
ถ้อยแถลงดังกล่าวถือเป็นความพยายามล่าสุดของสหรัฐในการบีบให้อิหร่านยอมจำนน หลังเตหะรานปฏิเสธข้อเรียกร้องของสหรัฐมาหลายเดือน แม้จะถูกโจมตีทางอากาศอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ รวมถึงโดนคว่ำบาตรมานานนับทศวรรษ ทั้งยังสะท้อนถึงความไม่พอใจที่เพิ่มขึ้นของทรัมป์ต่อสงครามที่ไม่เป็นที่นิยมในหมู่ชาวอเมริกันในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายน
- ยังไม่แน่ว่าอิหร่านจะยอมถอย
แม้คำประกาศของเบสเซนต์อาจช่วยโดดเดี่ยวอิหร่านจากคู่ค้าบางส่วน แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่ามาตรการเหล่านี้จะเพียงพอให้เตหะรานยอมผ่อนคลายการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ เส้นเลือดใหญ่ด้านพลังงานของโลกหรือไม่
“จนถึงตอนนี้ สิ่งที่เห็นดูเหมือนเป็นเพียงการขู่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรขั้นสองเพิ่มเติม ภายใต้อำนาจที่กระทรวงการคลังมีมาตั้งแต่ปี 2020” แคลร์ โอนีล แมคเคิลสกี อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านคว่ำบาตร Clarity Compliance Consulting ระบุ
คำขู่ของเขายังเสี่ยงจะพาสหรัฐปะทะกับจีน ซึ่งซื้อ น้ำมันอิหร่านส่วนใหญ่และจนถึงตอนนี้ยังปฏิเสธจะหยุด เบสเซนต์ยอมรับความเสี่ยงนี้เมื่อถูกถามว่าทำไมสหรัฐไม่ลงโทษคู่ค้าอิหร่านทันที
“เรากำลังให้ทุกคนมีโอกาสแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม” เบสเซนต์กล่าว “ทำไมผมต้องอยากระเบิดระบบการเงินโลกด้วยล่ะ”
- มุ่งตัดเส้นเลือดใหญ่อิหร่าน พร้อมส่งสัญญาณถึงจีน
กระทรวงการคลังประกาศคว่ำบาตรหน่วยงานมากกว่า 60 แห่งในวันจันทร์ โดยเบสเซนต์ระบุว่าสหรัฐมุ่งเป้าไปยัง “เส้นเลือดหลักที่สำคัญที่สุด” ของอิหร่าน 5 ด้าน ได้แก่ สินทรัพย์ดิจิทัล เทคโนโลยี ทองคำ การบิน และการเดินเรือ เขายังขู่ว่าจะคว่ำบาตรสถาบันการเงินรายใหญ่จากความเกี่ยวพันกับอิหร่านภายในสิ้นสัปดาห์นี้ แต่ไม่ได้ระบุชื่อ
เจนนิเฟอร์ เวลช์ และอดัม ฟาร์ราร์ นักวิเคราะห์ของ Bloomberg Economics ระบุว่าการประกาศของเบสเซนต์เป็น “การโชว์มากกว่าการลงรายละเอียด” และยังมีคำถามสำคัญอีกมาก โดยเฉพาะว่า “สหรัฐจะยอมเสี่ยงทำลายความสงบศึกทางการค้าที่เปราะบางกับจีนหรือไม่”
นักวิเคราะห์ทั้งสองเขียนไว้ในบทวิเคราะห์ใหม่เมื่อวันจันทร์ว่า “บททดสอบสำคัญจะอยู่ที่ว่าสหรัฐจะเดินหน้าตามคำขู่ในการคว่ำบาตรประเทศที่ไม่ตัดสัมพันธ์กับอิหร่านหรือไม่ และจะพุ่งเป้าไปที่สถาบันการเงินและพลังงานขนาดใหญ่ของจีนหรือไม่”
เมื่อถูกถามในวันจันทร์ว่าสหรัฐพร้อมจะตัดการเข้าถึงของธนาคารจีนรายใหญ่ที่ช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้ากับอิหร่านหรือไม่ เบสเซนต์กล่าวว่า “ไม่มีใครอยู่เหนืออำนาจของมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ” เขาไม่ได้เอ่ยถึงจีนหรือประเทศใดเป็นพิเศษ โดยระบุว่าช่องทางที่ดีที่สุดคือการใช้ “การทูตเงียบ”
- อิหร่านยันไม่เกรงกลัว
ฝ่ายอิหร่านก็ไม่หวั่นไหว ไม่นานก่อนที่เบสเซนต์จะจัดแถลงข่าว โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ หัวหน้าคณะเจรจาของอิหร่านกับสหรัฐ โพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า “ชาวอเมริกันรู้ดีว่าไม่มีใครเชื่อคำข่มขู่โอ้อวดของพวกเขา”
เขายังเขียนว่า “สหรัฐอเมริกาไม่ได้อยู่ในฐานะทางเศรษฐกิจที่จะจำกัดความสัมพันธ์กับประเทศอื่น ๆ เพิ่มเติมได้”
ในเดือนเมษายน เบสเซนต์เคยประกาศสิ่งที่เขาเรียกว่า “Economic Fury” ต่ออิหร่าน และเตือนว่ารัฐบาลพร้อมใช้มาตรการคว่ำบาตรรองต่อสถาบันการเงินต่างชาติที่ “ยังคงสนับสนุนกิจกรรมของอิหร่าน” ก่อนหน้านี้ทรัมป์ก็เคยกล่าวว่าสหรัฐจะใช้มาตรการคว่ำบาตรรองกับทุกประเทศหรือบริษัทที่ซื้อน้ำมันอิหร่าน แต่คำขู่ดังกล่าวยังไม่ได้ถูกนำมาใช้จริง
ในบทความแสดงความเห็นที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้ในวันจันทร์ เบสเซนต์ยกความคาดหวังต่อแคมเปญใหม่ของสหรัฐครั้งใหญ่ ด้วยการเปรียบมาตรการคว่ำบาตรใหม่นี้กับการยกพลขึ้นบกที่หาดนอร์ม็องดี ซึ่งช่วยนำไปสู่การยุติสงครามโลกครั้งที่สอง
แดเนียล ฟรีด อดีตนักการทูตสหรัฐ ผู้คร่ำหวอดและปัจจุบันอยู่ที่สำนักวิจัย Atlantic Council กล่าวว่า “นี่เป็นเพียงคำเตือนครั้งสุดท้าย ยังไม่ใช่การง้างค้อนทุบลงมาจริง ๆ โดยเฉพาะกับจีน ถ้าใช้ภาษาของเบสเซนต์ นี่ไม่ใช่วันดีเดย์ D-Day เกิดขึ้นตอนที่คุณขึ้นฝั่ง นี่เป็นแค่การเตือนว่าคุณกำลังเตรียมวันดีเดย์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องเดียวกัน”
หลังจากการแถลงของเบสเซนต์ หุ้นสหรัฐ ยังคงร่วงลงต่อ โดยดัชนี S&P 500 ลดลงราว 0.3% ค่าเงินดอลลาร์แตะระดับสูงสุดของวันหลังคำกล่าวของเบสเซนต์ ขณะที่ดัชนี Bloomberg Dollar Spot Index เพิ่มขึ้น 0.2% ในวันนั้น ส่วนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐทรงตัว โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีอยู่ที่ 4.70%



