รัฐมนตรีคลังสหรัฐเตรียมประกาศมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านในวันจันทร์นี้ ขณะที่เตหะรานเมินคำขู่ 'สงครามเศรษฐกิจ' สหรัฐเตือนประเทศต่างๆ ให้เลือกข้าง มิฉะนั้นจะถูกตอบโต้
รัฐมนตรีคลังสหรัฐ สก็อตต์ เบสเซนต์ จะจัดแถลงข่าวในวันจันทร์ (24 ส.ค.69) ตามเวลาสหรัฐ เพื่อประกาศมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน ซึ่งเขาให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นบีซีว่า เป็น “การโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจแบบประสานงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก”
"ในรุ่งอรุณ สงครามวันดีเดย์ (D-Day) ทางเศรษฐกิจจะเริ่มต้นขึ้น ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติการทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดทัพเพื่อต่อสู้กับฝ่ายตรงข้าม" เบสเซนต์เขียนไว้ในบทความแสดงความเห็นในหนังสือพิมพ์ Financial Times เมื่อวันอาทิตย์
รัฐมนตรีคลังสหรัฐบอกกับซีเอ็นบีซี เมื่อวันพฤหัสบดีว่า สหรัฐ จะ “ทำให้ประเทศสาธารณรัฐอิสลามล่มสลาย” ด้วย “มาตรการคว่ำบาตรที่เข้มงวดที่สุดในประวัติศาสตร์”
เบสเซนต์กล่าวว่า รัฐบาลทรัมป์เรียกร้องให้พันธมิตรสหรัฐและประเทศอื่นทั่วโลกหยุดทำธุรกิจกับอิหร่าน โดยสหรัฐจะใช้ “พลังทั้งหมด” ของตนจัดการกับทุกประเทศที่ไม่ปฏิบัติตาม เขาบอกกับซีเอ็นบีซีว่า “เรากำลังไปบอกพวกเขาว่า คุณอยู่ข้างเราหรืออยู่ฝ่ายตรงข้าม ถึงเวลาแล้วที่พันธมิตรและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกต้องตัดสินใจ และเราจะบดขยี้เศรษฐกิจของระบอบฆาตกรนี้”
การแถลงข่าวของเบสเซนต์มีขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าสหรัฐจะโจมตีอิหร่านด้วย “ปฏิบัติการทางเศรษฐกิจที่บดขยี้ที่สุดเท่าที่เคยมีต่อประเทศใดประเทศหนึ่ง”
ทรัมป์ยังขู่จะใช้มาตรการลงโทษทางการเงินอย่างรุนแรงต่อทุกประเทศที่ช่วยให้อิหร่านหลบเลี่ยงการคว่ำบาตร โดยระบุในโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ Truth Social ว่า “นี่จะเป็นสงครามเศรษฐกิจและการโดดเดี่ยวในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”
- อิหร่านไม่หวั่นคำขู่
ด้านกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) แสดงท่าทีเมินเฉยต่อคำขู่ของรัฐบาลทรัมป์ ตามรายงานสื่อของรัฐ โฆษก IRGC ระบุเมื่อวันอาทิตย์ว่า อิหร่านมีวิธี “รับมือผลกระทบด้านลบจากสงครามของศัตรู” และ “สามารถสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย”
“ประธานาธิบดีสหรัฐบอกว่า เขาประกาศสงครามเศรษฐกิจและเปิดฉากแคมเปญทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดกับอิหร่าน เรื่องนี้เท่ากับเป็นการยอมรับโดยนัยถึงความพ่ายแพ้อย่างน่าอับอายของศัตรูในสมรภูมิทางทหาร” โฆษก IRGC กล่าวตามรายงานของสื่อรัฐ
เฮลิมา ครอฟต์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ตลาดโลกของ RBC Capital Markets ระบุว่า อิหร่านเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกคว่ำบาตรมากที่สุดในโลก และยังไม่ชัดเจนว่าการกดดันทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมจะทำให้พฤติกรรมของเตหะรานเปลี่ยนไปหรือไม่ เธอกล่าวกับซีเอ็นบีซีในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันศุกร์ว่า อิหร่านดูเหมือนจะเชื่อว่าตนสามารถ “อยู่รอดได้นานกว่า” รัฐบาลทรัมป์ ซึ่งต้องการให้สงครามจบลงอย่างรวดเร็ว
ครอฟต์กล่าวว่า เตหะรานยังมีศักยภาพในการโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซและโครงสร้างพื้นฐานในตะวันออกกลาง
ครอฟต์กล่าวว่า “อิหร่านยังมีศักยภาพในการสร้างความปั่นป่วนอย่างมีนัยสำคัญอยู่มาก คำถามคือมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมจะเปลี่ยนสมการนี้ได้อย่างไร”
"อิหร่านยังคงมีความสามารถในการก่อกวนอย่างมีนัยสำคัญ" ครอฟต์กล่าว "คำถามคือสิ่งนี้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่อมีมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม"



