ประธานาธิบดีไต้หวันเยือนแนวหน้า รำลึกเหตุการณ์สู้รบกับจีนเมื่อเกือบ 70 ปีก่อน ลั่นสันติภาพได้มาด้วยความแข็งแกร่ง ไม่ยอมเสียดินแดนแม้นิ้วเดียว
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน ไต้หวันควบคุมหมู่เกาะจินเหมินและหมาจู่ ที่ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งจีนเพียงนิดเดียว นับตั้งแต่รัฐบาลสาธารณรัฐจีนพ่ายแพ้พรรคคอมมิวนิสต์ของเหมา เจ๋อตงในสงครามกลางเมืองปี 1949 จนต้องหนีมาอยู่ไทเป โดยไม่มีการลงนามหยุดยิงหรือสนธิสัญญาสันติภาพระหว่างกัน
วันนี้ (23 ส.ค.) ท่ามกลางฝนตกหนัก ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ของไต้หวันวางพวงมาลา ณ อนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกวาระครบรอบ 68 ปี การปะทะกับกองทัพจีนในปี 1958 ที่รู้จักกันในนามจุดเริ่มต้นวิกฤติช่องแคบไต้หวันครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายที่กองทัพไต้หวันและจีนสู้รบกันครั้งใหญ่ หลังจากนั้นไล่ได้แสดงสุนทรพจน์กับทหารผ่านศึก ขอบคุณ “ผู้ที่ยืนหยัดเป็นหนึ่งเดียว ต่อสู้ในสมรภูมินองเลือดเพื่อขับไล่การรุกรานของเผด็จการคอมมิวนิสต์”
“ความมุ่งมั่นรวมพลังกันของเราเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติและรักษาสันติภาพในช่องแคบไต้หวันจะต้องไม่สั่นคลอน สันติภาพไม่เคยเกิดขึ้นเองโดยบังเอิญ” การต่อสู้ในปี 1958 พิสูจน์แล้วว่า “สันติภาพได้มาด้วยความแข็งแกร่ง” และจำเป็นต้องรักษา “จิตวิญญาณของการไม่ยอมถอยแม้แต่นิ้วเดียว” ของไต้หวัน จินเหมิน และหมู่เกาะอื่นๆ เอาไว้ พร้อมๆ กับเพิ่มงบประมาณทางทหารอย่างต่อเนื่อง
รอยเตอร์สอบถามไปยังสำนักงานกิจการไต้หวันของจีน ยังไม่ให้ความเห็น
จุดที่ใกล้ที่สุดของจินเหมินห่างจากดินแดนจีนไม่ถึง 2 กิโลเมตร ในปี 1958 กองทัพจีน เริ่มทิ้งระเบิดจินเหมินและหมาจู่นานกว่าหนึ่งเดือน รวมถึงการสู้รบทางทะเลและทางอากาศ เพื่อบีบบังคับให้ยอมจำนน
ไต้หวันสู้กลับด้วยความช่วยเหลือจากสหรัฐและสามารถต้านจีนได้ แต่ก็ไม่มีใครชนะได้อย่างเด็ดขาด วันที่ 23 ส.ค.ของทุกปีไต้หวันจะรำลึกในฐานะวันที่สามารถขับไล่การโจมตีของจีนได้สำเร็จ
ส่วนจีนนั้นตั้งแต่ต้นปี 2024 ก็ส่งเรือตรวจการณ์ชายฝั่งมาลาดตระเวน “การบังคับใช้กฎหมาย” รอบหมู่เกาะจินเหมินในน่านน้ำไต้หวันเป็นประจำทำให้ไทเปไม่พอใจ
ไล่กล่าวถึงการลาดตระเวนและยุทธวิธีอื่นๆ ของจีนว่า ตลอด 68 ปีที่ผ่านมา จีนไม่เคยหยุดยั้ง “ความทะเยอทะยานขยายอิทธิพลออกสู่ภายนอกแม้แต่วันเดียว” นำมาซึ่ง “ความไม่สงบ” ทั่วภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
ทั้งนี้ เมื่อวันพฤหัสบดี (20 ส.ค.) รัฐบาลประกาศวางแผนใช้งบประมาณกลาโหมปีหน้าเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน (3 หมื่นล้านดอลลาร์) เป็นครั้งแรก ไล่คาดหวังว่า เขาจะได้รับการสนับสนุนงบประมาณก้อนนี้อย่างแข็งขัน
ที่มา: รอยเตอร์



