สำนักข่าว Reuters รัฐบาลจีนและอินโดนีเซียบรรลุข้อตกลงครั้งสำคัญเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ยกระดับความร่วมมือทางทหาร รวมถึงกระชับความสัมพันธ์ด้านทรัพยากรแร่ พลังงาน และเทคโนโลยี สะท้อนกลยุทธ์ของอินโดนีเซียในการรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐ ท่ามกลางความตึงเครียดทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยเฉพาะในพื้นที่พิพาทอย่างทะเลจีนใต้
หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน พร้อมด้วย ต่ง จวิ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของจีน เดินทางเยือนกรุงจาการ์ตา และเข้าพบเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอินโดนีเซีย
หวัง อี้ กล่าวย้ำว่า ทั้งสองประเทศควรฉกฉวยจังหวะเวลานี้ไว้ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ซับซ้อนและพฤติกรรมการใช้อำนาจครอบงำที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความร่วมมือและเสถียรภาพโลก
ไฮไลต์สำคัญของการหารือครั้งนี้ คือการประกาศแผนสร้างโรงงานผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ร่วมกันในอินโดนีเซีย ซึ่งครอบคลุมการผลิตกระสุน ขีปนาวุธ และจรวด รวมถึงความเป็นไปได้ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากจีน โดยคาดว่าโรงงานแห่งนี้จะเริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2027
ชาฟรี ชัมซูดดิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอินโดนีเซีย ระบุว่า นี่คือก้าวสำคัญในการสร้างความแข็งแกร่งด้านการป้องกันประเทศทั้งในปัจจุบันและอนาคต
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังตกลงที่จะเพิ่มกิจกรรมทางทหารระหว่างกันให้สูงขึ้นทั้งในด้านคุณภาพและประสิทธิภาพ เช่น การซ้อมรบร่วมและการแลกเปลี่ยนนายทหาร
การขยายความร่วมมือกับจีนดำเนินตามจุดยืนของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต ที่ยึดมั่นในนโยบายต่างประเทศแบบ "อิสระและเชิงรุก" (Free and active) เน้นการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และพร้อมเป็นมิตรกับทุกประเทศ รวมถึงสหรัฐซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญที่มีความสัมพันธ์ด้านกลาโหมที่กำลังขยายตัวเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม การซ้อมรบทางเรือร่วมกันระหว่างจีนและอินโดนีเซียทางตะวันออกของไต้หวันเมื่อสัปดาห์ก่อน ได้สร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลไทเป แม้กองทัพเรืออินโดนีเซียจะชี้แจงว่าเป็นเพียงการฝึกซ้อมตามปกติที่ทำร่วมกับหลายชาติรวมถึงญี่ปุ่นและสหรัฐ
คิวรี มหารานี นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคง ชี้ว่าแม้จาการ์ตาจะมองเป็นเรื่องปกติ แต่การเลือกสถานที่ซ้อมรบทำให้จีนสามารถส่งข้อความทางการเมืองที่แตกต่างออกไปได้ ซึ่งอินโดนีเซียได้รับบทเรียนสำคัญว่ามหาอำนาจมักใช้การทูตเชิงป้องกันเป็นเครื่องมือในการแผ่ขยายอิทธิพลด้วย
ในประเด็นทะเลจีนใต้ที่จีนอ้างสิทธิ์เหนือน่านน้ำเกือบทั้งหมด อินโดนีเซียยังคงสงวนท่าทีอย่างระมัดระวัง โดยมองว่าตนไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงในข้อพิพาทระดับภูมิภาคที่เกี่ยวข้องกับจีน ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และเวียดนาม
ในมิติเศรษฐกิจ ทั้งสองชาติให้คำมั่นที่จะขยายความร่วมมือในหลากหลายด้าน ตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) การขนส่งทางราง พลังงานสีเขียว ดาวเทียม ไปจนถึงการประมง โดยจีนพร้อมสนับสนุนผลประโยชน์หลักของอินโดนีเซีย และจะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นในด้านพลังงานและทรัพยากรแร่ธาตุ
อินโดนีเซียเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาด 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ในกลุ่ม G20 และเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญของโลก ทั้งนิกเกิล ดีบุก ทองแดง ทองคำ และบ็อกไซต์ ทั้งยังเป็นผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มและถ่านหินให้ความร้อนรายใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีจีนเป็นหนึ่งในลูกค้ารายใหญ่ที่สุด ปัจจุบัน จีนครองสัดส่วนการลงทุนหลักในอุตสาหกรรมแปรรูปนิกเกิลของอินโดนีเซีย แต่การเปลี่ยนแปลงนโยบายล่าสุด ทั้งเรื่องการจำกัดการส่งออกและโควตาการทำเหมืองที่เข้มงวดขึ้น ส่งผลให้บางบริษัทต้องเริ่มมองหาแหล่งวัตถุดิบอื่นทดแทน
แม้เม็ดเงินการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศจากจีนจะไหลเข้าสู่อินโดนีเซียสูงถึง 3.9 พันล้านดอลลาร์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 นำโดยกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่อย่าง Contemporary Amperex Technology ผู้ผลิตแบตเตอรี่ EV รายใหญ่ที่สุดของโลก และ Tsingshan Group ผู้ผลิตเหล็กกล้า แต่กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนกำลังกลายเป็นความท้าทายสำคัญด้วย
เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หอการค้าจีนในอินโดนีเซียได้เรียกร้องให้รัฐบาลปรับใช้นโยบายที่เป็นมิตรต่อธุรกิจมากขึ้น โดยแสดงความกังวลว่าบริษัทจีนกำลังเผชิญกับกฎระเบียบที่เข้มงวดและการบังคับใช้ที่มากเกินไป ภาระภาษีที่สูงขึ้น โครงสร้างราคานิกเกิลแบบใหม่ ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนรอยต่อทางเศรษฐกิจที่ทั้งสองประเทศต้องเร่งเจรจาและบริหารจัดการ เพื่อรักษาความร่วมมือทวิภาคีให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน



