วันเสาร์ ที่ 22 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘สหรัฐ’ บินลาดตระเวน ‘ช่องแคบไต้หวัน’ ท้าทายจีนก่อน ‘สี’ บินพบ ‘ทรัมป์’ เดือนหน้า

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า กองทัพเรือสหรัฐส่งเครื่องบินลาดตระเวน P-8A Poseidon บินผ่านน่านฟ้าสากลเหนือช่องแคบไต้หวันเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุนเสรีภาพการบินและการเดินเรือ ท่ามกลางการจับตาอย่างใกล้ชิดจากกองทัพจีน ในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน จะเดินทางเยือนสหรัฐเพื่อหารือกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อหวังฟื้นฟูและสร้างเสถียรภาพในความสัมพันธ์ทวิภาคี

กองเรือที่ 7 ของกองทัพเรือสหรัฐ ออกแถลงการณ์ระบุว่า การปฏิบัติภารกิจของเครื่องบินในน่านฟ้าสากลบริเวณช่องแคบไต้หวัน เป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งสหรัฐพร้อมปกป้องสิทธิและเสรีภาพในการเดินเรือของทุกชาติ การบินผ่านช่องแคบในครั้งนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐในการรักษาสถานะของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง กองทัพสหรัฐจะทำการบิน ล่องเรือ และปฏิบัติการในทุกพื้นที่ที่กฎหมายระหว่างประเทศอนุญาต

อย่างไรก็ตาม การที่เรือรบหรือเครื่องบินทหารของสหรัฐเดินทางผ่านหรือบินเหนือเส้นทางน้ำที่กั้นระหว่างไต้หวันกับจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งมักเกิดขึ้นเป็นประจำทุกๆ ไม่กี่เดือนนั้น ถือเป็นภารกิจที่สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้แก่รัฐบาลปักกิ่งมาโดยตลอด

หนังสือพิมพ์ Global Times สื่อที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน อ้างอิงแหล่งข่าวทางทหารว่า กองทัพจีนได้ทำการติดตามและเฝ้าระวังเครื่องบินลาดตระเวนของสหรัฐตลอดเส้นทางการบิน โดยยืนยันว่าสถานการณ์ทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุม

ปัญหาอธิปไตยเหนือไต้หวันยังคงเป็นประเด็นความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญ รัฐบาลจีนอ้างสิทธิ์เหนือเกาะไต้หวันว่าเป็นดินแดนของตน และระบุว่าจีนมีเขตอำนาจเหนือช่องแคบไต้หวัน พร้อมย้ำเตือนมาตลอดว่าปัญหาไต้หวันเป็นกิจการภายใน และเป็นแกนกลางผลประโยชน์ของประเทศที่ถือเป็น "เส้นแดง" (Red line) ซึ่งห้ามผู้ใดล้ำเส้นหรือเหยียบย่ำ

ในทางตรงกันข้าม สหรัฐและไต้หวันยืนกรานว่าช่องแคบดังกล่าวเป็นเส้นทางน้ำสากล ขณะที่รัฐบาลไทเปปฏิเสธการอ้างสิทธิ์ของจีน โดยระบุว่ามีเพียงประชาชนชาวไต้หวันเท่านั้นที่จะเป็นผู้กำหนดอนาคตของตนเอง

ปฏิบัติการทางทหารที่เกิดขึ้นในพื้นที่พิพาทนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่ยังคงคุกรุ่น ก่อนการพบปะเจรจาครั้งสำคัญระหว่างผู้นำมหาอำนาจทั้งสองในเดือนหน้า โดยคาดว่าประเด็นความขัดแย้งเรื่องไต้หวัน ตลอดจนข้อพิพาททางการค้า และมาตรการกีดกันทางเทคโนโลยี จะเป็นวาระหลักบนโต๊ะเจรจาที่รัฐบาลวอชิงตันและปักกิ่งต้องหาข้อตกลงร่วมกัน เพื่อรักษาเสถียรภาพและลดความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกต่อไป