วันศุกร์ ที่ 21 สิงหาคม 2569

Login
Login

ทรัมป์โดดเดี่ยวเศรษฐกิจอิหร่านเสี่ยงถูกจีน'ตอบโต้'

ชัดเจนว่าสหรัฐหันมาใช้มาตรการทางเศรษฐกิจกดดันอิหร่านหลังจากการโจมตีทางอากาศไม่ได้ผล เป้าหมายสำคัญคือจีน ลูกค้าน้ำมันอันดับหนึ่ง การกระทำดังกล่าวอาจกระตุ้นให้จีนต้องตอบโต้

เว็บไซต์บลูมเบิร์กรายงานว่า ตอนที่ขุนคลัง สก็อตต์ เบสเซนต์ ลั่นวาจามุ่งกดดันคู่ค้าเพื่อเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่าน เขาใช้คำพูดของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ที่เตือนพันธมิตรสหรัฐหลังการโจมตี 11 ก.ย.

“คุณจะเป็นพวกเราหรือต่อต้านเรา”

 “นี่จะเป็นการร่วมมือกันโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์โลก” เบสเซนต์ให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซีเมื่อวันพฤหัสบดี (20 ส.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น

ภาษาตรงไปตรงมาแบบนี้เน้นย้ำความปรารถนาของรัฐบาลวอชิงตันที่จะลงโทษประเทศที่ยังทำธุรกิจกับอิหร่าน โดยเบสเซนต์จะเผยแผนการในวันจันทร์ (24 ส.ค.) อย่างไรก็ตาม นั่นยังสะท้อนว่าสหรัฐไม่มีทางลงจากสงคราม และจีนถือเป็นบททดสอบใหญ่สุดต่อความมุ่งมั่นของวอชิงตันว่าจะทำได้จริงหรือไม่

จีนเป็นผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายใหญ่ และนับถึงขณะนี้รัฐบาลทรัมป์ก็ไม่อยากเข้าไปวอแวกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างปักกิ่งกับเตหะราน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กำลังจะไปเยือนสหรัฐในเดือนหน้า สองเขตเศรษฐกิจใหญ่สุดของโลกกำลังหาทางสงบศึกการค้าระหว่างกัน

อิหร่านนั้นถูกคว่ำบาตรหนักหน่วงมาหลายสิบปีแล้ว ขณะนี้ยังถูกสหรัฐปิดล้อมท่าเรือมานานหลายเดือน หลังการโจมตีทางอากาศไม่สามารถบีบให้เตหะรานลงนามยุติสงคราม, เปิดช่องแคบฮอร์มุซ และละทิ้งวัตถุนิวเคลียร์ได้

ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าวอชิงตันจะมีเครื่องมือทางเศรษฐกิจใดหลงเหลืออยู่ มากไปกว่าการเล่นงานจีน หรือเพิ่มการคว่ำบาตรต่อบริษัทเล็กๆ ที่ทำธุรกิจกับอิหร่านในประเทศอื่น แต่ความเสียหายต่อนานาประเทศทั่วโลกนั้นหนักขึ้นทุกทีเมื่อสงครามยืดเยื้อ

“สหรัฐไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรอย่างเข้มงวดกับประเทศอย่างอิหร่าน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร” อาลี วาเอซ รองผู้อำนวยการโครงการของกลุ่มวิเคราะห์วิกฤตการณ์ระหว่างประเทศกล่าว “ประธานาธิบดีไม่มีความอดทนมากพอที่จะทำให้มาตรการดังกล่าวประสบผลสำเร็จ ซึ่งผลลัพธ์จะวัดกันเป็นเดือน ไม่ใช่สัปดาห์”

ในวันพุธ (19 ส.ค.) ทรัมป์เตือนว่า “ประเทศใด ๆ ก็ตามที่ปล่อยให้สถาบันการเงิน ธุรกิจ สนามบิน หรือหน่วยงานรัฐบาลต่อชีวิตให้กับอิหร่าน จะต้องเจอผลร้ายแรงทางเศรษฐกิจตามมา” ทรัมป์เน้นย้ำถึง “การลักลอบค้าน้ำมัน การสวอปเงิน โอนเงิน แลกเปลี่ยนเงินตรา จดทะเบียนเรือ บริษัทบังหน้า ทั้งหมดต้องหยุดเดี๋ยวนี้”

การมุ่งเน้นไปที่น้ำมันทำให้ปักกิ่งที่ซื้อน้ำมันส่งออกของอิหร่านถึง 90% ตกเป็นเป้าหมายวอชิงตันคว่ำบาตรโรงกลั่นน้ำมันอิสระบางแห่งของจีนไปแล้วตั้งแต่เริ่มสงครามในเดือน ก.พ.แต่ยังไม่ได้เล่นงานธนาคารขนาดใหญ่ของจีนที่ให้เงินทุนสนับสนุนการค้าดังกล่าว

“วอชิงตันต้องการให้ความสำคัญกับสงครามเศรษฐกิจรอบใหม่เหนือกว่าความสัมพันธ์กับจีนอย่างนั้นหรือ? ถ้าเลือกทำเช่นนั้น ผลที่ตามมาจะร้ายแรงมาก” คริส เคนเนดี นักวิเคราะห์ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของรัฐ จากบลูมเบิร์กอีโคโนมิค กล่าวและว่า ภัยคุกคามใหม่คือ “การยอมรับว่าสหรัฐกำลังหมดทางเลือก”

การตัดสินใจใดๆ เพื่อเล่นงานจีนเสี่ยงทำให้ความตึงเครียดหนักข้อขึ้นไม่กี่สัปดาห์ก่อนทรัมป์จะต้อนรับสี มาเยือนวอชิงตันครั้งแรกในรอบสิบปี ทั้งยังเสี่ยงถูกจีนโต้กลับซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจสหรัฐก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมเดือน พ.ย.

ปักกิ่งส่งสัญญาณชัดเจนแล้วว่าเอาคืนทรัมป์แน่ ที่เห็นได้ชัด เช่น ประกาศห้ามส่งออกแรร์เอิร์ธเพื่อบีบให้ทำเนียบขาวลดท่าทีแข็งกร้าวเรื่องภาษีลง

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของจีนไม่ได้ให้คุณค่ากับคำขู่ของทรัมป์ที่จะใช้ “สงครามเศรษฐกิจ” กับคู่ค้าของอิหร่าน โดยระบุว่าวิธีการดังกล่าวจะไม่ช่วยคลี่คลายความตึงเครียดในภูมิภาค

“ไม่มีสิ่งใดที่รัฐบาลทรัมป์เสนอได้เพียงพอที่จะขอให้สี จิ้นผิง ยอมจำนนต่อทรัมป์อย่างเปิดเผยและมีผลกระทบอย่างมากเช่นนี้” เบรตต์ เอริคสัน กรรมการผู้จัดการของ Obsidian Risk Advisors และผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรการคว่ำบาตรกล่าว

“นี่เป็นการขอให้ปักกิ่งยินยอมให้สหรัฐเป็นผู้กำหนดว่าพวกเขาสามารถทำธุรกิจกับใครได้ ทำกับใครไม่ได้ จีนไม่ได้ต้องการสร้างบรรทัดฐานแบบนั้น” เอริคสันย้ำ

การที่ทรัมป์เน้นหยุดการขายน้ำมันแหล่งรายได้หลักของเตหะรานได้ส่งผลกระทบไปเรียบร้อยแล้ว

“ภายใต้เงื่อนไขเหล่านี้ การส่งออกน้ำมันของเราแทบหยุดไปเลย” อับโดลนาเซอร์ เฮมมาตี ผู้ว่าการธนาคารกลางอิหร่านให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ของรัฐในสัปดาห์นี้

แม้จีนเป็นเป้าหมายชัดเจนที่สุด แต่ชาติอื่นๆ ก็อาจโดนด้วยหากสหรัฐโดดเดี่ยวเศรษฐกิจอิหร่านมากขึ้นไปอีก

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่านโดยรวม และเป็นผู้จัดหาสินค้าต่างประเทศและเงินตราต่างประเทศรายใหญ่ที่สุดสัปดาห์นี้ ยูเออีประกาศตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทั้งหมดกับอิหร่าน โดยอ้างว่าเตหะรานยิงขีปนาวุธใส่ดินแดนของตน

ตุรกี พันธมิตรนาโตของสหรัฐเป็นผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายใหญ่รองจากจีน อินเดีย พันธมิตรทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐ ที่ทรัมป์พยายามเจรจาการค้าด้วย ก็เป็นผู้ส่งออกสินค้ารายสำคัญให้อิหร่านโดยเฉพาะอาหารและยา

บริษัทแลกเปลี่ยนเงินตราในยูเออีและอิรักยังช่วยอิหร่านส่งเงินจากการขายน้ำมันกลับประเทศด้วยเช่นกัน โดยแปลงเงินที่ได้รับ (ส่วนใหญ่มักเป็นเงินหยวนของจีน) เป็นสกุลเงินที่เตหะรานสามารถใช้ได้ แต่การมุ่งเป้าไปที่บริษัทเหล่านั้นอาจไม่เพียงพอที่จะบีบให้อิหร่านยอมจำนน

และแม้นานาประเทศไม่โต้กลับก็ไม่แน่ใจว่าการเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจของสหรัฐจะได้ผล

นักวิเคราะห์เตือนด้วยว่า สหรัฐจะตัดสายสัมพันธ์ทางการค้าของอิหร่านได้ทั้งหมดหรือไม่ เช่น เส้นทางการค้าทางบกกับประเทศเพื่อนบ้านที่ดำรงอยู่หลายชั่วอายุคน เนื่องจากความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์และความผูกพันอันลึกซึ้งในประวัติศาสตร์

แคลร์ โอ'นีล แมคเคลสกี อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านมาตรการคว่ำบาตร Clarity Compliance Consulting กล่าวว่า หลายสิ่งหลายอย่างจะขึ้นอยู่กับรายละเอียดของนโยบายสหรัฐและระดับของการบังคับใช้กฎหมาย

"ณ จุดนี้เฉพาะการขู่กว้าง ๆ ออกสื่อไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้ “จะต้องมีการดำเนินการจริงต่อธนาคารหรือบริษัทต่างชาติเสียก่อน ประเทศที่ 3 จึงจะเข้าใจได้อย่างแน่ชัดว่ารัฐบาลทรัมป์เล็งใครเป็นเป้าหมาย” นักวิเคราะห์รายนี้ให้ความเห็น

ที่มา: บลูมเบิร์ก