คาบสมุทรเกาหลีถือเป็นพื้นที่ตึงเครียด (hotspot) ของภูมิภาคเอเชีย ด้วยสงครามเกาหลีระหว่างปี 1950-1953 ระงับไปด้วยการหยุดยิง แต่คู่สงครามทั้งเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ไม่ได้ลงนามสนธิสัญญาสันติภาพ เท่ากับว่าถึงปัจจุบันทั้งสองฝ่ายยังอยู่ในภาวะสงคราม
อย่างไรก็ตาม สัปดาห์นี้เมื่อสงครามอิหร่านและช่องแคบฮอร์มุซไม่มีอะไรคืบหน้า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เหมือนจะหยิบประเด็นคาบสมุทรเกาหลีมาทำให้โลกฮือฮาอีกครั้ง โดยเมื่อวันพุธ (19 ส.ค.) ตามเวลาวอชิงตัน ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวขณะนำชมลานจอดเฮลิคอปเตอร์ใหม่ของทำเนียบขาวในหลายๆ ประเด็นเกี่ยวกับคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ
“เขามีอาวุธนิวเคลียร์อานุภาพร้ายแรงถึง 57 ลูก ไม่น่าปล่อยให้เกิดขึ้นเลย ถ้าผมเป็นประธานาธิบดี ผมไม่ยอมให้เกิดขึ้นหรอก” ทรัมป์กล่าวถึงคิม
“แต่เขาก็มีมันแล้ว ผมเข้ากันได้ดีกับเขา ผมไม่อาจปล่อยให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ได้ และผมรู้จักคิม จองอึนเป็นอย่างดี เขาไม่มีอะไรหรอก” ทรัมป์กล่าวโดยไม่เผยรายละเอียด แต่รายงานข่าวชิ้นหนึ่งของวอลล์สตรีทเจอร์นัลเผยว่า ทรัมป์เล็งพบกับคิม ขณะเขาเดินทางมานครเสิ่นเจิ้นของจีน เพื่อประชุมผู้นำความร่วมมือเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (เอเปค) ในเดือน พ.ย.นี้
จากคำพูดของทรัมป์ แม้รู้ว่าเปียงยางมีอาวุธนิวเคลียร์ แต่สหรัฐก็ไม่เคยยอมรับเกาหลีเหนือเป็นรัฐอาวุธนิวเคลียร์อย่างเป็นทางการ จึงเป็นเรื่องผิดปกติที่ประธานาธิบดีจะมาพูดต่อสาธารณะถึงจำนวนคลังแสง กระนั้น การที่ทรัมป์บอกว่าเกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ 57 ลูกก็สอดคล้องกับการประเมินครั้งก่อนๆ ของรัฐบาลสหรัฐและกลุ่มคลังสมองที่ว่า เปียงยางมีนิวเคลียร์ 50-60 ลูก
- เกาหลีใต้ประเมิน 120 หัวรบ
อันห์ กยูบัค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ แถลงต่อคณะกรรมาธิการรัฐสภาเชื่อว่า เกาหลีเหนือมีหัวรบนิวเคลียร์ราว 80-120 หัวรบ แต่ก็ยากจะประเมินตัวเลขชี้ชัด
ต่อมา อันห์ชี้แจงว่าตัวเลขดังกล่าวมาจากประมาณการขององค์กรวิจัยเอกชน และเสริมว่ากองทัพเกาหลีใต้ไม่สามารถยืนยันตัวเลขดังกล่าวอย่างเป็นทางการได้
เมื่อถามถึงความเห็นทรัมป์ที่กล่าวไว้เมื่อวันพุธว่า คิม ครอบครอง “อาวุธนิวเคลียร์ทรงพลัง” 57 ลูก รมว.กลาโหมเกาหลีใต้ระบุ “ดูเหมือนจำนวนจะต่างกันอยู่”
เกาหลีใต้เองก็มักไม่เผยรายละเอียดคลังแสงนิวเคลียร์เกาหลีเหนือออกสื่อ และภายใต้นโยบายสนับสนุนการปลดอาวุธนิวเคลียร์ที่ยึดถือมายาวนาน เกาหลีใต้ไม่เคยยอมรับอย่างเป็นทางการว่าเพื่อนบ้านฝั่งเหนือเป็นรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์
อันห์ย้ำถึงจุดยืนนั้นเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลยอมรับหรือไม่ว่าเกาหลีเหนือเป็นรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์
“เราไม่เคยยอมรับอย่างเป็นทางการ” อันห์กล่าวและไม่แสดงความเห็นว่า การที่ทรัมป์อ้างถึงหัวรบนิวเคลียร์ 57 หัวรบของเกาหลีเหนือเป็นการยอมรับสถานะนิวเคลียร์ของเปียงยางหรือไม่ โดยให้เหตุผลว่า ไม่เหมาะสมที่รัฐมนตรีกลาโหมเกาหลีใต้จะไปวิจารณ์ความเห็นของประธานาธิบดีสหรัฐ
อันห์ยืนยันว่า เกาหลีใต้ยังคงพึ่งพาการคุ้มครองนิวเคลียร์ของสหรัฐต่อไป ตามนโยบายไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ที่รัฐบาลโซลยึดถือมานาน
“เราไม่สามารถพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ หรือยอมให้ติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธีของสหรัฐได้” อันห์ย้ำ
- ‘อี แจมย็อง’ ปลื้มทรัมป์มุ่งมั่นสันติภาพ
จากท่าทีล่าสุดของทรัมป์ เว็บไซต์บลูมเบิร์กรายงาน ประธานาธิบดีอี แจมย็องของเกาหลีใต้ โพสต์ X เมื่อกลางดึกวันพุธ
“สารล่าสุดจากประธานาธิบดีทรัมป์โดนใจผม ในฐานะการตัดสินใจครั้งสำคัญสะท้อนถึงการพิจารณาอย่างลึกซึ้งถึงการก้าวข้ามความเป็นศัตรูและการเผชิญหน้า หันมาสร้างสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี”
สืบเนื่องจากก่อนหน้านั้นในวันเดียวกันสหรัฐและเกาหลีใต้เพิ่งประกาศลดการซ้อมรบร่วมที่กำลังดำเนินอยู่ให้สั้นลงตามคำสั่งของทรัมป์ ที่อ้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้นำเกาหลีเหนือ ทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า คิมตอบสนองคำขอพูดคุยของเขาแล้ว
“เราเห็นด้วยกับความมุ่งมั่นและความพยายามของประธานาธิบดีทรัมป์ในการสร้างเงื่อนไขสำหรับการเจรจาเพื่อสร้างสันติภาพในคาบสมุทรเกาหลี แม้จะต้องลดขนาดการฝึกซ้อมร่วมและการฝึกภาคสนามระหว่างเกาหลีใต้และสหรัฐลง และเราขอชื่นชมการตัดสินใจของเขา” อีกล่าว
ความเห็นของประธานาธิบดีเน้นย้ำถึงความยากลำบากที่เกาหลีใต้กำลังเผชิญ เมื่อทรัมป์กดดันรัฐบาลโซลให้เร่งลงทุนในสหรัฐตามข้อตกลงการค้า 3.5 แสนล้านดอลลาร์ตามที่ตกลงกันไว้
- โสมแดงไม่ให้ราคา
ด้านเกาหลีเหนือไม่ได้ให้ราคากับความเคลื่อนไหวสุดเซอร์ไพรส์จากทรัมป์
เว็บไซต์บลูมเบิร์กรายงานอ้างสำนักข่าวเคซีเอ็นเอของทางการเกาหลีเหนือ คิม โยจอง น้องสาว คิม จองอึน ออกแถลงการณ์เมื่อวันพุธ ระบุ
“ความสัมพันธ์ระหว่างสองผู้นำยังคงยอดเยี่ยม แต่นโยบายเป็นศัตรูกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีของสหรัฐยังไม่เปลี่ยนแปลง”
นอกจากนี้เกาหลีเหนือยังเมินการตัดสินใจลดขนาดการฝึกซ้อมทางทหารร่วมกับเกาหลีใต้ของทรัมป์ โดยกล่าวว่าท่าทีของวอชิงตันต่อเปียงยางยังคงเป็นปรปักษ์
“ส่วนเรื่องการประกาศกะทันหันลดขนาดการฝึกซ้อมทางทหารร่วมระหว่างสหรัฐ-เกาหลีใต้ของประธานาธิบดีนั้นเราไม่สนใจและไม่คิดว่าการตัดสินใจดังกล่าวคุ้มค่าแก่การแสดงความคิดเห็นด้วยซ้ำ” คิม โยจอง กล่าวและว่าการลดขนาดหรือระยะเวลาลงไม่ได้เปลี่ยนแปลงสิ่งที่เธอเรียกว่าการยั่วยุและก้าวร้าวของการฝึกซ้อมเหล่านั้นแต่อย่างใด
“หากฝ่ายสหรัฐพยายามจะอ้างว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็น ‘การแสดงเจตนารมณ์ที่ดี’ พวกเขาจะไม่ได้รับผลตอบรับอย่างที่ต้องการ” คิมผู้น้องกล่าวต่อ
บลูมเบิร์กรายงานด้วยว่า จากถ้อยแถลงดังกล่าวเท่ากับว่าตอนนี้ทรัมป์ตกอยู่ในฐานะทำลายมิตรยาวนานอย่างเกาหลีใต้ แต่ก็ไม่อาจดึงดูดการทูตจากเกาหลีเหนือ ศัตรูอันดับหนึ่งได้
- เห็นทีต้องพึ่งจีน
ระหว่างที่ทรัมป์แสดงท่าทีต่อเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ก็เดินทางมาถึงกรุงโซล เมื่อวันพุธ พบปะหารือกับโชฮย็อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นการเยือนเกาหลีใต้ครั้งแรกในรอบห้าปีของเขา
ในโอกาสนี้โชเรียกร้องจีนแสดงบทบาทสร้างสรรค์อำนวยความสะดวกให้เกาหลีใต้กลับสู่การเจรจาโดยเร็ว ขณะหารือกับหวัง
กระทรวงการต่างประเทศจีนแถลง รมต.ต่างประเทศจีนกล่าวกับ รมต.ต่างประเทศเกาหลีใต้ว่า จีนหวังจะได้เห็นสองชาติเกาหลีเข้าสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ปักกิ่งจะช่วยเป็นคนกลางให้ทรัมป์และคิมได้พบกันหรือไม่ หวังกล่าวว่า เป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายต้องตัดสินใจกันเอง
“สหรัฐควรเปลี่ยนนโยบายการเป็นปรปักษ์ที่มีมายาวนานกับเกาหลีเหนือเสียที” หวังกล่าว
ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ปักกิ่งพยายามฟื้นฟูอิทธิพลเหนือเปียงยางที่กำลังฮึกเหิม หลังจากที่คิม ขยายคลังแสงอาวุธนิวเคลียร์อย่างมากและใกล้ชิดรัสเซียมากขึ้น เห็นได้จากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ไปเยือนเปียงยางเป็นครั้งแรกในรอบเจ็ดปี เมื่อเดือน มิ.ย. และไม่ยอมแสดงความเห็นเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของคิม
ส่วนในการพบปะหารือระหว่างโชกับหวัง กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้แถลงด้วยว่า ปักกิ่งจะพิจารณาอย่างจริงจังเรื่องการพบกันระหว่างผู้นำจีนและเกาหลีใต้ ในการประชุมเอเปคที่เสิ่นเจิ้น นอกจากนี้หวังยังเชิญโชไปเยือนจีน ซึ่งเขาตอบรับคำเชิญ
จากพัฒนาการภูมิรัฐศาสตร์โลกสัปดาห์นี้เห็นได้ว่าได้ย้ายจากช่องแคบฮอร์มุซและสงครามอิหร่านมาอยู่ที่คาบสมุทรเกาหลีชั่วขณะ เมื่อทรัมป์แสดงท่าทีเป็นห่วงเป็นใยเกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ก็จำต้องขอความช่วยเหลือจากจีนให้มาแสดงบทบาทสร้างสรรค์ เพราะจีนนั้นเป็นมหามิตรของโสมแดงมายาวนาน การประชุมผู้นำเอเปคที่เสิ่นเจิ้นเดือน พ.ย.นี้จึงน่าจับตาว่า น่าจะไม่ใช่เวทีความร่วมมือเศรษฐกิจอย่างเดียวเสียแล้ว ทรัมป์จะสร้างข่าวสองเกาหลีมาขโมยซีนหรือไม่เป็นเรื่องที่น่าติดตาม!



