วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม 2569

Login
Login

เปิดรายชื่อประเทศหลงตัวเองที่สุดในโลก สหรัฐพลิกโผไม่ติดท็อปไฟว์

ชื่อเสียงของสหรัฐอเมริกาในฐานะประเทศหลงตัวเองถูกทำลายลงแล้วด้วยผลการวิจัยการหลงตัวเองทั่วโลก 53 ประเทศ พบว่าสหรัฐอยู่ในอันดับที่ 16 ไม่ติดท็อปไฟว์ด้วยซ้ำไป

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐมิชิแกน วิเคราะห์คำตอบจากประชาชน 45,800 คน เพื่อพิจารณาว่าลักษณะนิสัยหลงตัวเองแตกต่างกันอย่างไรตามสัญชาติ อายุ เพศ และสถานะทางสังคมที่รับรู้ พบว่า เยอรมนีครองแชมป์ มีคะแนนหลงตัวเองสูงสุดเหนือทุกประเทศที่ทดสอบ ตามด้วยอิรัก จีน เนปาล และเกาหลีใต้ ในอีกด้านหนึ่ง เซอร์เบียหลงตัวเองน้อยที่สุดตามด้วยไอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และเดนมาร์ก

 ในแทบทุกวัฒนธรรม คนหนุ่มสาวมักมีความหลงตัวเองมากกว่าคนมีอายุมาก ผู้ชายมีคะแนนสูงกว่าผู้หญิง และผู้ที่คิดว่าตนเองมีสถานะสูงมักแสดงความหลงตัวเองมากกว่าผู้ที่จัดตนเองอยู่ในสถานะต่ำกว่าในสังคม

อย่างไรก็ตาม ข้อค้นพบที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ ผู้คนในวัฒนธรรมแบบรวมกลุ่มก็มีความรู้สึกว่าตนเองสำคัญเกินจริงเช่นกัน นี่เป็นการท้าทายความเชื่อที่ว่าลักษณะนิสัยนี้พัฒนาขึ้นในสังคมแบบปัจเจกนิยมเป็นหลัก เช่นในสหรัฐ

งานวิจัยแบ่งภาวะหลงตัวเองแบบโอ้อวดออกเป็นสองรูปแบบ ได้แก่ การชื่นชมตนเองและการมุ่งแข่งกับคนอื่น 

การชื่นชมแบบหลงตัวเองนั้นครอบคลุมถึงการยกย่องตนเอง อยากให้คนมาสนใจ และความปรารถนาที่จะสร้างความประทับใจให้ผู้อื่น ผู้ให้ข้อมูลจะถูกวัดนิสัยด้วยการให้คะแนนข้อความ เช่น ‘ฉันสามารถดึงดูดความสนใจได้ด้วยผลงานที่โดดเด่นของฉัน’

ส่วนการมุ่งแข่งกับคนอื่นแสดงถึงภาวะหลงตัวเองในด้านที่เป็นปฏิปักษ์และป้องกันตนเองมากขึ้น เช่น ความเป็นศัตรู การแข่งขัน และความปรารถนาที่จะเอาชนะหรือบ่อนทำลายผู้อื่น ข้อความหนึ่งที่ใช้ประเมินความเป็นคู่แข่งคือ “ฉันต้องการให้ศัตรูล้มเหลว”

นักวิจัยอธิบายว่า การชื่นชมตนเองสามารถสร้างผลผลิตเชิงบวกในระยะสั้น เช่น ภูมิใจในตนเองมากขึ้น เป็นที่ชื่นชอบทันที และนัดเดตสำเร็จ

แต่การเป็นคู่แข่งสร้างความเสียหายในระยะยาว เช่น ภาคภูมิใจในตนเองต่ำ ถูกเพื่อนๆ วิจารณ์เชิงลบ และเกิดความขัดแย้งในความสัมพันธ์

เยอรมนีมีคะแนนความหลงตัวเองโดยรวมสูงสุดและระดับการแข่งขันสูงที่สุด แต่ไม่ติดห้าอันดับแรกของประเทศหลงตัวเองแบบชื่นชม

เกาหลีใต้ครองที่ 2 ด้านความเป็นคู่แข่ง ตามด้วยเนปาล อิรัก และโรมาเนีย เซอร์เบียเป็นประเทศที่มีคะแนนความเป็นคู่แข่งต่ำสุด ตามด้วยเม็กซิโก โคลอมเบีย ออสเตรีย และแอฟริกาใต้

ไนจีเรียผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำโลกในด้านการชื่นชม เหนือกว่าอิรัก จีน เนปาล และตุรกี นอร์เวย์มีคะแนนชื่นชมต่ำสุด รองลงมาเป็นเดนมาร์ก ไอร์แลนด์ รัสเซีย และสหราชอาณาจักร

  •  ระเบียบวิธีวิจัย

นักวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมผ่านโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศด้านจิตวิทยาสังคมและศีลธรรม: โควิด-19 ซึ่งเป็นโครงการใหญ่ระดับนานาชาติออกแบบมาเพื่อตรวจสอบปัจจัยทางจิตวิทยาเกี่ยวข้องกับการระบาดใหญ่

การวิเคราะห์ไม่รวมประเทศที่มีผู้ให้ข้อมูลไม่ถึง 100 คน และผู้ให้ข้อมูลที่ตอบแบบสอบถามการหลงตัวเองไม่ครบ จึงเหลือผู้ให้ข้อมูล 45,800 คน จาก 53 ประเทศ ขนาดกลุ่มตัวอย่างตั้งแต่ 148 คนในเอกวาดอร์ ไปจนถึง 2,133 คนในออสเตรเลีย อายุเฉลี่ยอยู่ที่ราว 43 ปี เป็นผู้หญิง 52.1%

ผู้ให้ข้อมูลต้องให้คะแนนหกข้อความจาก 0 ซึ่งหมายถึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ไปจนถึง 10 หมายถึง เห็นด้วยอย่างยิ่ง ทั้งยังต้องจัดลำดับตนเองตามลำดับชั้นทางสังคม ซึ่งสะท้อนถึงสถานะการรับรู้ตนเองโดยพิจารณาจากเงิน การศึกษา และการจ้างงาน

ผู้คนในระดับบนสุดคือคนที่มีเงินและมีการศึกษาดีที่สุด มีงานดีที่สุด ในขณะที่ผู้คนในระดับล่างสุด มีเงินและการศึกษาน้อยที่สุด ทำงานแย่ที่สุดหรือไม่มีงานทำเลย

ผู้ให้ข้อมูลที่วางสถานะตนเองไว้สูงกว่ามักรายงานว่า โดยรวมแล้วตนเองมีความหลงตัวเอง ความชื่นชม และความรู้สึกแข่งขันกับผู้อื่นมากกว่า

คณะนักวิจัยอธิบายว่า คนที่หลงตัวเองมากกว่ามักมองตนเองสมควรได้สิทธิพิเศษ และอาจรู้สึกว่าเหนือกว่าคนอื่น ความปรารถนานี้อาจผลักดันให้พวกเขามุ่งมั่นแสวงหาสถานะต่าง ๆ เช่น ความเป็นผู้นำ ชื่อเสียง และความร่ำรวย เพราะการถูกมองว่าสำคัญจะทำให้พวกเขารู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น

อายุเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดใน 53 ประเทศ คนอายุมากมีระดับความชื่นชมและเป็นคู่แข่งน้อยกว่าคนอายุน้อย รูปแบบนี้เกิดขึ้นในแทบทุกประเทศ ซึ่งนิสัยหลงตัวเองนี้อาจช่วยให้คนอายุน้อยสร้างอัตลักษณ์ของตนยืนยันความเป็นอิสระ และแสวงหาการยอมรับหรือสถานะได้

เมื่ออายุมากขึ้น พวกเขาอาจเปลี่ยนจากการให้ความสำคัญกับความก้าวหน้าส่วนตัวมาเน้นที่ความสัมพันธ์ สมดุลทางอารมณ์ และความรับผิดชอบ ซึ่งลดทอนพฤติกรรมยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง

อย่างไรก็ตาม คณะนักวิจัยเตือนว่าการศึกษานี้เปรียบเทียบกลุ่มอายุที่แตกต่างกัน ณ จุดเวลาเดียวจึงไม่สามารถระบุได้ว่าบุคคลกลุ่มเดียวกันนั้นมีแนวโน้มหลงตัวเองน้อยลงเมื่ออายุมากขึ้น หรือความแตกต่างเป็นผลจากเจเนอเรชันที่ต่างกันหรือไม่

นอกจากนี้ผู้ชายยังมีคะแนนสูงกว่าผู้หญิงในทุก ๆ นิสัยที่ทดสอบ คณะนักวิจัยกล่าวว่า ความคาดหวังของสังคมอาจกระตุ้นให้ผู้ชายมีความมั่นใจในตนเองมากกว่า แข่งขันมากกว่า และมีอำนาจเหนือกว่า อันเป็นคุณสมบัติที่ทับซ้อนกับบางแง่มุมของภาวะหลงตัวเอง

แต่ผู้หญิงอาจได้รับการสนับสนุนให้มุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์และการช่วยเหลือผู้อื่นมากกว่า ขณะเดียวกันก็อาจเผชิญกับคำวิพากษ์วิจารณ์มากกว่าเมื่อพวกเธอแสดงออกถึงการยกย่องตัวเองอย่างเปิดเผยหรือแสดงบทบาทที่เหนือกว่า

ความแตกต่างระหว่างชายและหญิงยังคงไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ไม่ว่าประเทศนั้นจะร่ำรวยหรือมีวัฒนธรรมแบบปัจเจกนิยมหรือแบบรวมกลุ่ม

นักวิจัยคาดว่า ประเทศที่มีวัฒนธรรมแบบรวมกลุ่มเน้นผลประโยชน์ของกลุ่มและความกลมกลืนทางสังคมจะกดพฤติกรรมหลงตัวเองลงได้ แต่กลายเป็นว่าผู้คนในประเทศเหล่านี้กลับรายงานว่ามีระดับความหลงตัวเองและความชื่นชมโดยรวมสูงกว่า แต่ไม่มีการแข่งขันที่รุนแรง

คณะนักวิจัยแนะนำว่าผู้คนในสังคมเหล่านี้อาจใช้วิธีที่ไม่ชัดเจนเพื่อทำให้ตนเองดูดีขึ้น และได้รับความเคารพจากผู้มีอำนาจในกลุ่มของตน ทั้งยังอาจใช้วิธียกย่องความสำเร็จของตนเป็นหนทางยกสถานะของกลุ่ม เปิดช่องให้พฤติกรรมหลงตัวเองเป็นสิ่งที่ทำเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น

ท้ายที่สุดคณะนักวิจัยเตือนว่า ผลการศึกษาของพวกเขาแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์เท่านั้น ไม่ได้พิสูจน์ว่าความมั่งคั่ง ค่านิยมรวมกลุ่ม ความเป็นหนุ่มสาว หรือสถานะทางสังคมเป็นสาเหตุของการหลงตัวเอง