วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

ร่มนิวเคลียร์สหรัฐเสื่อมมนต์ขลัง พันธมิตรต้องดูแลตัวเอง เสี่ยงเพิ่มแข่งขันด้านอาวุธ

เป็นเวลาหลายสิบปีแล้วที่พันธมิตรทั่วโลกต่างวางใจภายใต้ร่มนิวเคลียร์ของสหรัฐโดยเชื่อว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องมีอาวุธทำลายล้างเป็นวงกว้างของตนเอง

KEY POINTS

  • นโยบายของสหรัฐที่ลดบทบาทการคุ้มครองด้วยนิวเคลียร์ ทำให้พันธมิตรทั่วโลกขาดความเชื่อมั่นและต้องทบทวนยุทธศาสตร์ความมั่นคงของตนเอง
  • หลายประเทศพันธมิตร เช่น ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เริ่มพิจารณาหรือเสริมสร้างศักยภาพด้านนิวเคลียร์ของตนเองเพื่อความอยู่รอด
  • สถานการณ์ดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์ทั่วโลก และอาจบั่นทอนความพยายามลดอาวุธที่ดำเนินมานานหลายสิบปี

เป็นเวลาหลายสิบปีแล้วที่พันธมิตรทั่วโลกต่างวางใจภายใต้ร่มนิวเคลียร์ของสหรัฐโดยเชื่อว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องมีอาวุธทำลายล้างเป็นวงกว้างของตนเอง 

ความเชื่อดังกล่าวมลายไปในพริบตาเมื่อยุทธศาสตร์ป้องกันชาติประจำปี 2026 ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ตัดข้อความที่กล่าวถึงการป้องปรามแบบขยายวงออกไปอย่างชัดเจน แล้วเรียกร้องให้พันธมิตรใช้เงินของตนเองในการป้องกันประเทศมากขึ้น

นักวิเคราะห์กล่าวกับเว็บไซต์ซีเอ็นบีซีว่า ความเปลี่ยนแปลงนี้กระตุ้นให้รัฐบาลต้องคิดใหม่มากขึ้นเรื่องการมีอาวุธนิวเคลียร์ของตนเอง ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์เป็นลูกโซ่

อันกิต พันดา นักวิจัยอาวุโสในโครงการนโยบายนิวเคลียร์ของมูลนิธิคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศ กล่าวว่า พันธมิตรเกือบทั้งหมดรับรู้ว่าวอชิงตันกำลัง “ห่างเหินและไม่น่าเชื่อถือมากขึ้น” ซึ่งนำไปสู่ ​​“ความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ในรูปแบบต่างๆ”

ตัวอย่างล่าสุดคือการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งลดการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ โดยให้เหตุผลว่า เป็นการส่งสัญญาณ “ที่ไม่เหมาะสมอย่างสิ้นเชิงและเป็นปรปักษ์” ต่อเกาหลีเหนือ

เดือนก่อนสหรัฐเริ่มเจรจากับเกาหลีใต้เกี่ยวกับการเสริมสมรรถนะและการแปรรูปนิวเคลียร์อย่างสันติ ทั้งยังได้ลงนามข้อตกลงนิวเคลียร์ภาคพลเรือนกับซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมีรายงานว่าอาจเปิดช่องให้ซาอุดีพัฒนาโครงการเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ของตนเองได้

ในฝรั่งเศส เพื่อเสริมสร้างความเป็นอิสระของยุโรป เมื่อเดือน มี.ค. ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงประกาศเพิ่มจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ครั้งแรกของประเทศนับตั้งแต่ปี 1992 และให้คำมั่นว่าจะขยายการคุ้มครองทางนิวเคลียร์ไปยังประเทศอื่นๆ ในกลุ่มภายใต้ความร่วมมือที่เรียกว่า “พันธมิตรการป้องปรามล่วงหน้า”ประกอบด้วยเก้าประเทศ เช่น เยอรมนีและกรีซ

ขณะที่ญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ก็กำลังดำเนินการป้องกันด้านนิวเคลียร์มากขึ้น การที่เธอปฏิเสธไม่ตัดความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงหลักการนิวเคลียร์สามประการของญี่ปุ่น ทำให้เกิดความกังวลว่าเธออาจละทิ้งนโยบายไม่เข้าร่วมพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่นยึดถือมาอย่างยาวนาน

ด้านผู้นำของลิทัวเนียและฟินแลนด์สองประเทศมีพรมแดนติดกับรัสเซีย  ใกล้จะยกเลิกข้อห้ามประจำการอาวุธนิวเคลียร์ภายในประเทศที่ยึดถือมายาวนาน

ชูนัค เซต นักวิจัยจากวิทยาลัยการศึกษานานาชาติ เอส. ราชารัตนัม แห่งสิงคโปร์ กล่าวว่า พัฒนาการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าประเทศใดประเทศหนึ่งตัดสินใจสร้างระเบิดนิวเคลียร์ แต่ความพยายามปรับปรุงความมั่นคงของประเทศหนึ่งอาจทำให้ประเทศอื่นรู้สึกไม่ปลอดภัยมากขึ้น จนอาจผลักดันให้พวกเขาโจมตีก่อนได้

“คุณไม่สามารถสร้างหรือใช้การป้องปรามด้วยนิวเคลียร์โดยไม่สร้างความตึงเครียดขึ้นทันทีจนบีบให้ศัตรูต้องตอบโต้ได้” แอนดรูว์ ฟาซินี นักวิจัยจากสภาความเสี่ยงทางยุทธศาสตร์กล่าวและว่า เผลอๆ อาจยิ่งเร่งความเสี่ยงที่ตัวผู้แพร่ขยายเองก็พยายามหลีกเลี่ยง

ตัวอย่างที่ดีที่สุดตอนนี้คืออิหร่าน ที่เสริมสมรรถนะยูเรเนียมจนอย่างน้อยๆ ก็เป็นชนวนหนึ่งของสงครามตะวันออกกลางครั้งนี้ รัฐบาลทรัมป์กล่าวเสมอมาว่า “อิหร่านจะมีอาวุธนิวเคลียร์ไม่ได้” การโจมตีร่วมระหว่างสหรัฐกับอิสราเอลในปี 2025 ก็เพื่อวัตถุประสงค์นี้

แม้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์หรือไม่ แต่ในขณะนี้ด้วยสงครามที่เกิดขึ้น “เราไม่รู้ว่าการโจมตีอิหร่านได้ผลักดันให้อิหร่านผู้ยังไม่ตัดสินใจเรื่องนิวเคลียร์ตัดสินใจเด็ดขาดที่จะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์หรือไม่" อเล็กซานดรา เบลล์ ประธานและซีอีโอของวารสารนักวิทยาศาสตร์อะตอมกล่าว

  •  พลวัตการแข่งขันอาวุธ

ทั้งเก้ารัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์ ได้แก่ สหรัฐ รัสเซีย จีน สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส อินเดีย ปากีสถาน เกาหลีเหนือ และอิสราเอล ต่างปรับปรุงและขยายคลังแสงของตนอย่างต่อเนื่อง กระตุ้นให้เกิดการแข่งขันอาวุธที่นักวิจัยเรียกว่า มี “ความเสี่ยงใหม่” ต่อการคำนวณผิดท่ามกลางความตึงเครียดขยายวง

รัสเซียและสหรัฐยังคงเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์เหนือคนอื่นๆ ครอบครองหัวรบนิวเคลียร์รวมกันราว 83% ตามรายงานเมื่อเดือน มิ.ย.ของสถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสต็อกโฮล์ม (SIPRI)

 “การที่รัฐต่างๆ พยายามหาทางออกด้วยอาวุธนิวเคลียร์นั้น กำลังสร้างความเสี่ยงใหม่ๆ และกระตุ้นให้เกิดพลวัตการแข่งขันด้านอาวุธ” ฮันส์ คริสเตนเซน นักวิจัยอาวุโสของ SIPRI ระบุในรายงาน และว่า การเร่งผลักดันอาวุธนิวเคลียร์ของนานาประเทศมีแนวโน้มพลิกผันความพยายามลดอาวุธช่วงหลายสิบปีลงภายในไม่กี่ปีข้างหน้า

“หลักฐานบ่งชี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ว่า ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์กำลังละเลยหรือแม้กระทั่งละทิ้งพันธกรณีลดอาวุธ แล้วหันมาแสดงแสนยานุภาพทางนิวเคลียร์แทน” คริสเตนเซนกล่าว

ในบรรดาหัวรบนิวเคลียร์กว่า 12,000 หัวรบที่มหาอำนาจครอบครอง กว่า 9,000 หัวรบอยู่ในคลังแสงกองทัพเผื่อนำไปใช้ ประเมินว่า 4,012 หัวรบถูกติดตั้งกับขีปนาวุธและเครื่องบิน ส่วนที่เก็บแบบเตรียมความพร้อมสูงสามารถปล่อยยิงได้ภายในไม่กี่นาทีมีมากถึง 2,200 หัวรบ

  •  โลกยิ่งอันตราย

รายงานของสถาบันคาร์เนกีเมื่อเดือน ก.ย.ปีก่อน ระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า “หากมีผู้ครอบครองนิวเคลียร์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่เป็นมิตรหรือไม่เป็นมิตรหรือกลุ่มย่อย โลกก็จะกลายเป็นสถานที่อันตรายมากขึ้น ทั้งสำหรับสหรัฐและทุกคน”

“การแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์สามารถเพิ่มความเสี่ยงได้” ฟาซินีกล่าวและว่า เมื่อมีประเทศต่างๆ พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์มากขึ้น โอกาสเกิดความผิดพลาดก็เพิ่มขึ้น ผู้นำมีเวลาตัดสินใจน้อยลง และการแข่งขันด้านอาวุธในระดับภูมิภาคอาจเริ่มต้นขึ้น แม้แต่ความขัดแย้งทางทหารปกติก็อาจกลายเป็นอันตรายมากขึ้นได้ การนำอาวุธนิวเคลียร์เข้ามาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทระดับภูมิภาคที่เปราะบางนั้น ยังเพิ่มความเสี่ยงทำให้สถานการณ์บานปลายโดยไม่ได้ตั้งใจอย่างมากด้วย

การทบทวนรอบใหม่ที่จัดขึ้น ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติในเดือนพ.ค. ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ อันโตนิโอ กูเตเรส เลขาธิการสหประชาชาติเตือนว่าสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (เอ็นพีที) กำลัง “เสื่อมถอย”

สนธิสัญญาดังกล่าวซึ่งมีผลบังคับใช้ในปี 1970 และขยายออกไปอย่างไม่มีกำหนดในปี 1995 มีข้อตกลงหลักคือ รัฐที่ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ตกลงที่จะไม่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ในขณะที่ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์จะแบ่งปันผลประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อสันติและดำเนินการลดอาวุธนิวเคลียร์

เบลล์กล่าวว่า สนธิสัญญาดังกล่าวช่วยป้องกันการแพร่ขยายของอาวุธนิวเคลียร์ได้อย่างมาก หากไม่มีมาตรการป้องกันเหล่านี้ วัตถุนิวเคลียร์ โรงงาน และความรู้เกี่ยวกับนิวเคลียร์อาจแพร่กระจายมากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อการก่อการร้ายด้วยอาวุธนิวเคลียร์ แม้ว่าความเสี่ยงนั้นจะยังอยู่ในระดับต่ำก็ตาม

เบลล์เร่งเร้าให้รัฐบาลวอชิงตันลดแรงจูงใจให้รัฐอื่นๆ ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

“การสร้างสิ่งต่างๆ นั้นยาก การทำลายนั้นแสนง่ายดาย ถ้าเราทำลายสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ เราอาจไม่สามารถฟื้นฟูการคุ้มครองความมั่นคงได้อีก” เบลล์ย้ำ 

ที่มา: ซีเอ็นบีซี