สำนักข่าว Reuters รายงานว่า รัฐบาลสเปนประกาศยกระดับมาตรการความมั่นคง เพิ่มกำลังทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจในเขตการปกครองพิเศษเซวตา (Ceuta) ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา เพื่อรับมือกับกระแสข่าวบนโซเชียลมีเดียที่เรียกร้องและนัดหมายให้กลุ่มผู้อพยพพยายามข้ามพรมแดนครั้งใหญ่อีกครั้งในวันเสาร์นี้ เพียงสองสัปดาห์หลังจากเกิดเหตุการณ์ผู้อพยพทะลักข้ามพรมแดนจำนวนมหาศาลเข้าสู่เมืองดังกล่าวจนเกิดเป็นวิกฤติร้ายแรง
บรรยากาศในพื้นที่เขตการปกครองพิเศษเซวตาเมื่อช่วงเย็นวันศุกร์ที่ 14 ส.ค. ที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่ทหารในชุดฝึกพร้อมยุทโธปกรณ์ตั้งจุดตรวจรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดบริเวณหน้าซูเปอร์มาร์เก็ตและอาคารสถานที่ราชการสำคัญ ขณะที่รถตำรวจได้ลาดตระเวนตามถนนสายหลักของเมือง
อย่างไรก็ตาม บริเวณร้านกาแฟกลางแจ้งยังคงมีผู้มาใช้บริการแน่นขนัด และบรรยากาศในเขตใจกลางเมืองยังคงสงบเรียบร้อย เมื่อเทียบกับภาพความตึงเครียดที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์การบุกพรมแดนจนมีผู้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 30 ก.ค. ที่ผ่านมา
โดยจากการประเมินของรัฐบาลสเปนระบุว่า เหตุการณ์เมื่อวันที่ 30 ก.ค. ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 96 รายขณะพยายามข้ามแดน และมีผู้อพยพสามารถเล็ดลอดเข้าสู่เซวตาได้มากกว่า 72,000 คน
แม้ว่ากลุ่มผู้อพยพส่วนใหญ่จะยินยอมเดินทางกลับประเทศโมร็อกโกโดยสมัครใจในเวลาต่อมา แต่วิกฤตการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดรอยร้าวลึกภายในสหภาพยุโรป (อียู) และกลายเป็นชนวนกระตุ้นวาทกรรมต่อต้านผู้อพยพจากพรรคการเมืองฝ่ายขวาจัดทั่วโลก
เฟอร์นานโด กรานเด-มาร์ลาสกา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของสเปน เปิดเผยว่า สเปนได้ติดตั้งแนวกั้นทางทะเลเพิ่มเติม พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจพิเศษอีกกว่า 500 นายจากแผ่นดินใหญ่เข้ามาตรึงกำลัง โดยยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ทั้งหมดจะอยู่ในพื้นที่ตราบเท่าที่สถานการณ์ยังมีความจำเป็น เพื่อฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยให้เร็วที่สุดและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย
ปัจจุบันยังมีผู้อพยพตกค้างอยู่ในเซวตาประมาณ 5,000 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เริ่มกระบวนการคัดกรองประวัติผู้ใหญ่ และพิจารณาคำร้องขอลี้ภัยไปแล้วมากกว่า 500 ราย โดยส่วนใหญ่ถูกปฏิเสธ พร้อมย้ำว่าผู้ที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายจะไม่ได้รับอนุญาตให้อาศัยในเซวตา เดินทางต่อไปยังแผ่นดินใหญ่ของสเปน หรือได้รับสถานะทางกฎหมาย เว้นแต่จะเป็นกรณีเปราะบางขั้นรุนแรงเท่านั้น ส่วนผู้ที่ไม่มีสิทธิ์พำนักจะถูกส่งตัวกลับโมร็อกโกทั้งหมด
ขณะเดียวกัน ทางการโมร็อกโกเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า กำลังจับตาการแพร่กระจายของโพสต์และข้อความบนโซเชียลมีเดียที่ไม่ทราบแหล่งที่มา ซึ่งเรียกร้องให้นัดรวมตัวข้ามพรมแดนครั้งใหญ่ในวันที่ 15 ส.ค. พร้อมเตือนว่าจะดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับทั้งผู้จัดตั้งและผู้เข้าร่วม
สื่อท้องถิ่นรายงานว่าโมร็อกโกได้เสริมกำลังความมั่นคงใกล้นครเซวตาและเมลียา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเขตการปกครองพิเศษของสเปนในแอฟริกา รวมถึงการติดตั้งลวดหนามดักบนรั้วกั้นพรมแดนเพิ่มเติม ตลอดจนสกัดกั้นกลุ่มคนไม่ให้ขึ้นรถไฟและรถบัส มุ่งหน้าสู่ทิศเหนือในเมืองใหญ่อย่างคาซาบลังกา เฟซ และเคนิตรา
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของโมร็อกโกในชุดสีดำหลายสิบนายได้ตรึงกำลังเฝ้าระวังบริเวณชายหาดเมืองฟนีเดก ซึ่งเป็นจุดออกตัวของกลุ่มผู้อพยพจำนวนมากที่ตัดสินใจว่ายน้ำอ้อมกำแพงกันคลื่นตาราฮาลเข้าสู่เซวตา
อย่างไรก็ตาม ผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า กลุ่มผู้อพยพบางส่วนได้ใช้เส้นทางภูเขาเพื่อเลี่ยงจุดตรวจความมั่นคงบนถนนมุ่งหน้าสู่เมืองฟนีเดก ขณะที่โรงเรียนหลายแห่งในเมืองฟนีเดกถูกดัดแปลงให้เป็นที่พักชั่วคราวสำหรับกองกำลังความมั่นคงที่เข้ามาตรึงกำลังใกล้ชายแดน



