สำนักข่าว CNBC รายงานว่า กลุ่มกบฏฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ก่อเหตุโจมตีเรือสินค้าบริเวณช่องแคบบับเอลมันเดบเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 6 ราย ซึ่งนับเป็นความสูญเสียครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปีจากเหตุโจมตีในทะเลแดง ขณะเดียวกัน กองกำลังสหรัฐได้ยิงขีปนาวุธสกัดเรือคอนเทนเนอร์อีกลำที่พยายามฝ่าด่านปิดล้อมท่าเรืออิหร่านในอ่าวโอมาน เหตุการณ์ทั้งสองสะท้อนวิกฤตสงครามที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 6 และกำลังสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดของโลก
กระทรวงคมนาคมของเยเมนเปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของกลุ่มฮูตีประกอบด้วยลูกเรือ 4 ราย เป็นชาวปากีสถาน 3 ราย และชาวอินโดนีเซีย 1 ราย บนเรือ Tihamah ซึ่งเป็นเรือสัญชาติแทนซาเนียที่ชาวอียิปต์เป็นเจ้าของ
นอกจากนี้ กองกำลังยามฝั่งเยเมนรายงานว่า มีสมาชิกกองกำลังต่อต้านแห่งชาติ ซึ่งเป็นพันธมิตรของรัฐบาลเยเมน เสียชีวิตอีก 2 รายจากการถูกโจมตีซ้ำขณะพยายามเข้าช่วยเหลือ
กระทรวงคมนาคมเยเมนแถลงประณามอย่างรุนแรง โดยระบุว่ากลุ่มก่อการร้ายฮูตีต้องรับผิดชอบต่อการเสียชีวิต อาการบาดเจ็บ และความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเรือพาณิชย์ รวมถึงผลพวงร้ายแรงจากการโจมตี
ในเวลาต่อมา สื่อฝ่ายกลุ่มฮูตีอ้างว่ากองกำลังของตนได้พุ่งเป้าโจมตีเรือบรรทุกยุทโธปกรณ์ทางทหารของซาอุดีอาระเบียด้วย แต่ไม่ได้ชี้แจงเกี่ยวกับตัวเลขผู้เสียชีวิต
ทั้งนี้ กลุ่มฮูตีได้ประกาศปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบียในทะเลแดงมาตั้งแต่วันที่ 20 ก.คง หลังข้อตกลงหยุดยิงในสงครามกลางเมืองเยเมนพังลง โดยอ้างว่าเป็นการตอบโต้ที่ซาอุฯ ทำการปิดล้อมเยเมน แต่ทางการริยาดได้ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้
ในเวลาไล่เลี่ยกัน กองบัญชาการกลางสหรัฐ (Centcom) รายงานเมื่อช่วงดึกวันอังคารว่า เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพเรือสหรัฐได้ยิงขีปนาวุธ 2 ลูกเข้าใส่เรือ Vela Nova ที่ติดธงปานามา ส่งผลให้ระบบบังคับเลี้ยวและระบบขับเคลื่อนของเรือพังเสียหาย หลังจากที่ลูกเรือเพิกเฉยต่อคำเตือนขณะแล่นผ่านอ่าวโอมาน
Centcom ระบุว่าเรือลำดังกล่าวพยายามฝ่าด่านปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐต่อท่าเรืออิหร่าน โดยไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ ทั้งนี้ นับตั้งแต่มาตรการปิดล้อมมีผลบังคับใช้ กองกำลังสหรัฐได้สกัดกั้นและเปลี่ยนเส้นทางเรือพาณิชย์ที่พยายามฝ่าฝืนแล้ว 55 ลำ ยิงสกัดเรือที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง 3 ลำ และส่งเจ้าหน้าที่บุกขึ้นตรวจค้นเรืออีก 2 ลำ
ความตึงเครียดทางทะเลระลอกนี้ปะทุขึ้นท่ามกลางภาวะชะงักงันทางการทูตระหว่างสหรัฐและอิหร่าน โดยเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านได้ยื่นข้อเรียกร้องชุดใหญ่แลกกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งรวมถึงการยุติการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐ การผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร การถอนทหารสหรัฐ และการจ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม
อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตอบโต้ด้วยการเรียกร้องให้อิหร่านเป็นฝ่ายจ่ายค่าชดเชยเช่นกัน ภาวะชะงักงันทางการเมืองนี้ส่งผลให้การจราจรทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอยู่ในสภาพแทบจะหยุดนิ่ง และโอกาสที่การเดินเรือจะกลับสู่สภาวะปกติยิ่งห่างออกไป
แม้สถานการณ์จะยังตึงเครียด แต่ยังคงมีสัญญาณบวกจากความพยายามทางการทูต คาวาจา อาซิฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของปากีสถาน เปิดเผยว่า สหรัฐและอิหร่านกำลังเข้าใกล้ข้อตกลงเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ
สอดคล้องกับโฆษกกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ที่ระบุว่า การเจรจาระหว่างอิหร่านและโอมานเรื่องการเปิดระเบียงการขนส่งกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ
อย่างไรก็ตาม วอร์เรน แพตเตอร์สัน หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินค้าของ ING ประเมินแนวโน้มผลกระทบจากสถานการณ์นี้ว่า "วาทกรรมในปัจจุบันบ่งชี้ว่า โอกาสบรรลุข้อตกลงใดๆ ยังคงอยู่ห่างไกลความจริง ซึ่งหมายความว่าตลาดยังคงต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันจะมีทิศทางปรับตัวสูงขึ้นต่อไป"
ท่าทีอันแข็งกร้าวของมหาอำนาจยืนยันว่า วิกฤตครั้งนี้จะยังคงเป็นปัจจัยหลักที่สร้างภาวะช็อกต่ออุปทานพลังงานโลกและผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้างต่อไปจนกว่าจะมีความคืบหน้าทางการทูตที่ชัดเจน



