วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘สเปน’ คุมเข้มชายแดนตอบโต้ ‘อิตาลี’ ร้าวลึกปมผู้อพยพทะลักดินแดนเซวตา

สำนักข่าว BBC รายงานว่า รัฐบาลสเปน ประกาศใช้มาตรการควบคุมพรมแดนสำหรับผู้โดยสารที่เดินทางมาจากอิตาลี ทั้งทางอากาศและทางทะเล โดยมีผลบังคับเป็นเวลา 1 เดือน ตอบโต้อิตาลีที่นำร่องใช้มาตรการในลักษณะเดียวกันเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสองชาติสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากปมวิกฤตผู้อพยพกว่า 78,000 คนทะลักจากประเทศโมร็อกโก เข้าสู่ดินแดนเซวตา ซึ่งเป็นเขตการปกครองพิเศษของสเปน

วิกฤตครั้งนี้สะท้อนความขัดแย้งทางการเมืองระหว่าง เปโดร ซานเชซ ผู้นำรัฐบาลสังคมนิยมของสเปน และ จอร์จา เมโลนี ผู้นำอนุรักษนิยมของอิตาลี ซึ่งเรียกร้องให้มีการคุมเข้มกฎระเบียบด้านการย้ายถิ่นฐานของสหภาพยุโรปมาโดยตลอด

ชนวนเหตุเริ่มต้นจากการที่รัฐบาลอิตาลีตัดสินใจระงับข้อตกลงพรมแดนเสรีเชงเก้นเป็นการชั่วคราว เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อพยพที่ลักลอบเข้าสู่ดินแดนเซวตาเดินทางต่อไปยังอิตาลี แม้ทั้งสองประเทศจะไม่มีพรมแดนทางบกติดกันก็ตาม

ท่าทีของอิตาลีถูกทางการสเปนตอบโต้กลับอย่างรุนแรง โดยระบุว่าเป็นข้ออ้างที่ปราศจากข้อเท็จจริง เนื่องจากกลุ่มผู้อพยพที่เข้าไปในเซวตาไม่มีช่องทางใดที่จะเดินทางเข้าสู่พื้นที่เชงเก้นได้เลย

ในด้านการบังคับใช้มาตรการ สเปน ระบุว่าจะใช้วิธีสุ่มตรวจเอกสารผู้โดยสารราว 5%-10% ก่อนอนุญาตให้ลงจากเครื่องบิน โดยจะตรึงมาตรการนี้ไปจนถึงวันที่ 7 ก.ย. เว้นแต่สถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไป

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ ผู้โดยสารเที่ยวบินหนึ่งที่เดินทางถึงกรุงมาดริด ระบุว่า ผู้โดยสารทุกคนบนเที่ยวบินถูกบังคับให้แสดงหนังสือเดินทางยืนยันตัวตนก่อนลงจากเครื่อง

ขณะที่ฝั่งอิตาลี แม้จะระบุว่าพลเมืองอียูและชาวสเปนจะได้รับการยกเว้นจากการตรวจสอบเพิ่มเติม โดยพุ่งเป้าไปที่ผู้ที่ไม่ได้เป็นพลเมืองอียูเท่านั้น แต่สื่อท้องถิ่นรายงานว่าในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ท่าอากาศยานหลายแห่งในอิตาลีมีคิวผู้โดยสารยาวเหยียด เนื่องจากผู้ที่เดินทางมาจากสเปนถูกต้อนให้เข้าแถวตรวจเอกสารเป็นการเฉพาะ

ทั้งนี้ สเปน ได้เรียกร้องให้อิตาลียกเลิกข้อจำกัดดังกล่าว แต่อิตาลียืนกรานว่าจะคงมาตรการไว้จนถึงอย่างน้อยวันที่ 15 ส.ค. โดยอ้างว่าสเปนอาจต้องรับมือกับคลื่นผู้อพยพระลอกใหม่

ความขัดแย้งเหนือพรมแดนนี้ยังลุกลามไปถึงชาติสมาชิกอื่น ฟินแลนด์ และเดนมาร์ก ประกาศสนับสนุนการระงับข้อตกลงเชงเก้นของอิตาลี ขณะที่สาธารณรัฐเช็ก ได้เรียกร้องให้มีการระงับสถานภาพสมาชิกภาพของสเปนเป็นการชั่วคราว

สำหรับต้นตอของวิกฤตผู้อพยพที่เซวตานั้น แมกนัส บรุนเนอร์ กรรมาธิการด้านการย้ายถิ่นฐานของอียู และรัฐบาลสเปนประเมินตรงกันว่า เกิดจากเครือข่ายอาชญากรรมที่จงใจปล่อยข้อมูลบิดเบือน

อย่างไรก็ตาม วิกฤตครั้งนี้เกิดขึ้นไล่เลี่ยกับที่ศาลฎีกาสเปน มีคำพิพากษาว่า ผู้อพยพที่ถูกสกัดจับในทะเลขณะพยายามเดินทางไปยังดินแดนเซวตาหรือเมลียา จะไม่สามารถถูกส่งตัวกลับโมร็อกโกได้ทันที ซึ่งส่งผลให้แหล่งข่าวระดับสูงในรัฐบาลโมร็อกโกออกมาระบุว่า คำตัดสินของศาลสเปนเป็นตัวการทำลายระบบการป้องปรามชายแดนเสียเอง

ทั้งนี้ แม้ผู้ลักลอบเข้าเมืองกว่า 78,000 คนจะถูกส่งตัวกลับในเวลาเพียงไม่กี่วัน แต่คาดว่ามีผู้เสียชีวิตราว 100 รายระหว่างการว่ายน้ำข้ามแดน และปัจจุบันยังมีเยาวชนตกค้างอยู่อีกเกือบ 1,400 คน โดยการที่ผู้อพยพจำนวนมหาศาลสามารถเล็ดลอดมาได้พร้อมกัน ทำให้เกิดข้อกังขาต่อการปฏิบัติงานของหน่วยรักษาความปลอดภัยชายแดนโมร็อกโก ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าอาจเชื่อมโยงกับปมขัดแย้งทางการทูต เนื่องจากโมร็อกโกไม่เคยยอมรับอำนาจอธิปไตยของสเปนเหนือดินแดนเซวตา

แม้สำนักนายกรัฐมนตรีสเปน จะระบุว่า กำลังจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ผู้อพยพทะลักซ้ำรอย แต่แนวโน้มของการข้ามแดนระลอกใหม่ยังคงมีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากสำนักข่าว BBC ตรวจพบความเคลื่อนไหวบนแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก มีการโพสต์ข้อความนัดแนะรวมตัวข้ามพรมแดนอีกครั้งในช่วงกลางเดือน ส.ค. โดยมีกลุ่มเครือข่ายอย่างน้อย 6 กลุ่มที่มีผู้ติดตามมากกว่า 100,000 คนร่วมรณรงค์ รวมถึงมีการประกาศขายอุปกรณ์สำหรับว่ายน้ำอย่างชัดเจน แม้ว่าทาง Meta จะได้เริ่มดำเนินการลบโพสต์ที่ละเมิดนโยบายออกไปแล้วก็ตาม สถานการณ์นี้ชี้ว่าวิกฤตผู้อพยพและการจัดการพรมแดนจะยังคงเป็นชนวนความขัดแย้งที่พร้อมปะทุขึ้นได้อีกในภูมิภาคนี้