วันพุธ ที่ 19 สิงหาคม 2569

Login
Login

การทูตคืบหน้า! สงครามกลางเมืองเมียนมาใกล้เข้าสู่การเจรจา

หลังจากสู้รบมากว่าห้าปีโอกาสที่หาได้ยากในการสนทนาเรื่องสงครามกลางเมืองกำลังปรากฏ ได้แรงหนุนจากการเปลี่ยนแปลงในสมรภูมิที่กองทัพรุกคืบไปมาก ประกอบกับความกดดันในภูมิภาคให้ต้องคุย

คณะกรรมการอำนวยการเพื่อการก่อตั้งสหภาพประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐ (SCEF) กล่าวหลังการประชุมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยและฟิลิปปินส์เมื่อเดือนก่อน ตกลงหาข้อยุติด้วยวิธีการทางการเมือง ซึ่งรัฐมนตรีต่างประเทศไทยและฟิลิปปินส์ได้พบกับคณะกรรมาธิการเจรจาของฝ่ายกองทัพเมียนมาด้วย

 แม้มิน อ่อง หล่าย หัวหน้ารัฐบาลทหารผู้ผันตัวเป็นประธานาธิบดียังไม่ยอมรับ SCEF เป็นคู่เจรจา แต่การมาเยือนไทยสัปดาห์นี้เน้นย้ำความพยายามสงบศึกในวงกว้างขึ้น โดยไทยพยายามผลักดันอาเซียนกลับมามีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมาอย่างค่อยเป็นค่อยไป

“ดูเหมือนว่าพวกเขาจะละทิ้งเป้าหมายที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ในการโค่นล้มกองทัพพม่าแล้ว” มอร์แกน ไมเคิลส์ นักวิจัยประจำสถาบันระหว่างประเทศเพื่อยุทธศาสตร์ศึกษากล่าวกับรอยเตอร์

"แม้การสนทนาทางการเมืองระหว่างกองทัพกับกลุ่ม SCEF อาจยังห่างไกล แต่แนวโน้มในระยะใกล้คือ เราจะได้เห็นความเคลื่อนไหวไปสู่ ​​‘การพูดคุยเกี่ยวกับการเจรจา’ มากขึ้น”

  • เปิดกว้างต่อการสนทนา

ซอว์ นิมรอด โฆษกเผยว่า วัตถุประสงค์ของ SCEF คือ พลเรือนต้องเหนือกว่า และผลักดันกองทัพพ้นจากบทบาททางการเมือง

“นั่นคือข้อเรียกร้องสุดท้ายของเราแต่สำหรับตอนนี้ เรามุ่งมั่นขอให้ได้ทางออกทางการเมืองผ่านการเจรจา เราเปิดกว้างต่อการสนทนา และเปิดกว้างต่อการเจรจาทางการเมือง” โฆษกย้ำ

เพื่อสร้างเงื่อนไขเอื้อต่อการสนทนา SCEF เรียกร้องให้กองทัพยุติการโจมตีพลเรือนและปล่อยตัวนักโทษการเมืองทั้งหมด

รัฐบาลใหม่ของเมียนมาที่ขึ้นมาหลังการเลือกตั้งภายใต้การจัดฉากของกองทัพ เปิดให้มิน อ่อง หล่าย รับบทบาทพลเรือนก็เรียกร้องกลุ่มติดอาวุธให้เจรจาภายในวันที่ 31 ก.ค. เช่นกัน

“สันติภาพคือความปรารถนาของเรา เป็นความปรารถนาสูงสุด” มิน อ่อง หล่าย แถลงต่อสภาเมื่อสัปดาห์ก่อน แม้กลุ่มติดตามความขัดแย้งจะสังเกตเห็นว่าการโจมตีพลเรือนของทหารเพิ่มความรุนแรงขึ้นอย่างมากนับตั้งแต่เปลี่ยนผู้นำ

ความขัดแย้งในเมียนมาเปิดฉากจากการรัฐประหารในเดือน ก.พ.2021 โค่นรัฐบาลนำโดยอองซาน ซูจี ถึงขณะนี้ประชาชนสังเวยชีวิตไปแล้วกว่า 100,000 คน พลัดถิ่นนับล้านๆ คน เศรษฐกิจของประเทศเสียหาย

หลังจากพ่ายแพ้หลายครั้ง กองทัพได้ริเริ่มโครงการเกณฑ์ทหาร ได้รับการสนับสนุนที่สำคัญจากพันธมิตรหลัก เช่น จีน และนำยุทธวิธีใหม่ในสนามรบมาใช้เพื่อช่วยพลิกสถานการณ์

นักรบสองคนกล่าวกับรอยเตอร์ว่า นอกเหนือจากพื้นที่ยุทธศาสตร์ชายแดนที่กองทัพพยายามเอาคืน กลุ่มติดอาวุธในภูมิภาคพะโคทางตอนกลางและทวายทางตอนใต้ได้ล่าถอยไปจากบางพื้นที่เพราะถูกทหารรัฐบาลรุกรบอย่างหนัก

“กองทัพ ที่ก่อนหน้านี้เชื่อกันว่าเสี่ยงพังเต็มทียังไม่พัง แถมยังจัดการเอาตัวรอดทั้งด้านการเมืองและการทหาร” ออง โก โก นักวิเคราะห์เมียนมาอิสระแสดงทัศนะ

  • แรงกดดันทางการทูตให้เจรจา

นักวิเคราะห์สามรายกล่าวว่า องค์กรติดอาวุธชาติพันธุ์บางองค์กรที่ร่วมอยู่ใน SCEF กำลังถูกกดดันจากนานาชาติให้เจรจากับรัฐบาลเมียนมา กลุ่มดังกล่าว เช่น สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง  (KNU) องค์กรคะฉิ่นอิสระ, แนวร่วมชินแห่งชาติ และพรรคกะเหรี่ยงก้าวหน้าแห่งชาติไม่ได้ให้ความเห็นที่รอยเตอร์สอบถาม

รัฐบาลไทยซึ่งต้อนรับมิน อ่อง หล่าย ในวันพฤหัสบดีและศุกร์นี้ มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เมียนมากลับมาปฏิสัมพันธ์กับอาเซียน ที่ปฏิเสธผู้นำในกรุงเนปิดอว์หลังการรัฐประหารโดยกล่าวว่าไม่ทำตามแผนสันติภาพ

เจ้าหน้าที่ระดับสูงคนหนึ่งของไทยเผยกับรอยเตอร์ว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการลดความรุนแรง ขยายการเข้าถึงด้านมนุษยธรรม และสกัดความขัดแย้งไม่ให้ข้ามมาฝั่งไทย

ริชาร์ด ฮอร์ซีย์ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านเอเชีย จาก International Crisis Group กล่าวว่า จนถึงขณะนี้รัฐบาลเนปิดอว์ยังไม่ยอมรับ SCEF ในฐานะคู่สนทนา แต่กลับแสวงหาการหารือทวิภาคีกับแต่ละกลุ่มแทน

“โดยหลักการแล้วทุกฝ่ายในความขัดแย้งพร้อมรับฟังอีกฝ่ายพูด แต่กระบวนการสันติภาพต้องการการเห็นพ้องต้องกันในทางออกร่วมบางอย่าง ซึ่งยังอีกไกลสำหรับกลุ่มส่วนใหญ่” ฮอร์ซีย์สรุป

ที่มา:รอยเตอร์ส