วันพุธ ที่ 19 สิงหาคม 2569

Login
Login

เปิด 'ยุทธศาสตร์อิหร่าน' ขยายวงความขัดแย้งบีบสหรัฐอ่อนข้อ

นับว่าสหรัฐประเมินพลาดที่ร่วมกับอิสราเอลถล่มอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. เพราะยิ่งนานวันความขัดแย้งยิ่งยืดเยื้อ เมื่ออิหร่านกำลังใช้เครื่องมือสำคัญทำให้สหรัฐต้องเจอต้นทุนหนักหน่วงในการเผชิญหน้า

เหล่าเจ้าหน้าที่ในประเทศอ่าวเปอร์เซียและนักวิเคราะห์เผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า อิหร่านกำลังเดิมพันเอาชนะรัฐบาลวอชิงตันด้วยการเปลี่ยนช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งสินค้าและพลังงานในตะวันออกกลางเป็นแรงกดดันที่ยิ่งเผชิญหน้ากันก็ยิ่งเพิ่มต้นทุน

แทนที่จะหาทางเอาชนะทางทหารให้เด็ดขาด ตอนนี้รัฐบาลเตหะรานกำลังดำเนินยุทธศาสตร์ยกระดับความขัดแย้งอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อขยายขอบเขตความขัดแย้งโดยไม่ก่อให้เกิดสงครามเต็มรูปแบบ

เป้าหมายคือการโน้มน้าวให้สหรัฐและพันธมิตรเชื่อว่า การควบคุมวิกฤตินั้นมีต้นทุนสูงกว่าการยอมตามข้อเรียกร้องของอิหร่านเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ

สารจากเตหะรานคือ ถ้าวอชิงตันไม่ยอมรับสถานภาพใหม่ที่อิหร่านมีบทบาทในช่องแคบฮอร์มุซมากขึ้น ความขัดแย้งก็อาจขยายไปไกลกว่าอ่าวเปอร์เซีย การทำให้จุดคอขวดหลายแห่งและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานตกอยู่ในความเสี่ยง อิหร่านเชื่อว่านี่คือจุดได้เปรียบสำหรับการเจรจาในอนาคต

 “ตั้งแต่เริ่มต้น อิหร่านพยายามที่จะก้าวล้ำหน้าสหรัฐอเมริกาอยู่เสมอ ด้วยการหาวิธีใหม่ๆ ในการเพิ่มความตึงเครียด ทุกสัปดาห์อิหร่านจะนำเสนอสิ่งใหม่ๆ เช่นโจมตีพื้นที่ใหม่ ใช้อาวุธที่แตกต่างออกไป หรือการกำหนดเป้าหมายใหม่ๆ” ไมเคิล ไนท์ส จากสถาบันวอชิงตัน กล่าวกับรอยเตอร์

“ข้อได้เปรียบใหญ่กว่าที่พวกเขามีไม่ใช่การทำร้ายอเมริกาหรืออิสราเอล แต่อยู่ที่พวกเขาสามารถทำร้ายรัฐในภูมิภาคและเศรษฐกิจโลกได้”

 ขยายภัยคุกคามเกินช่องแคบฮอร์มุซ

การแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถในการปั่นป่วนการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันราวหนึ่งในห้าของโลกช่วงก่อนสงคราม เตหะรานได้ส่งสัญญาณว่า ไม่มีช่องแคบใดไกลเกินเงื้อมมือตน

ภัยคุกคามต่อทะเลแดงและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของซาอุดีอาระเบียชี้ให้เห็นความพยายามเพิ่มต้นทุนในการปกป้องการค้าโลก และทดสอบความอดทนของวอชิงตันต่อความปั่นป่วนที่เกิดขึ้น

แนวทางของอิหร่านสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่แหล่งข่าวในอ่าวเปอร์เซียรายหนึ่งอธิบายว่าเป็นความเชื่อในหมู่ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านที่ว่า “พวกเขาสามารถได้มากกว่านี้”

พวกเขาเห็นโอกาสจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลังเล ไม่อยากให้ตะวันออกกลางเกิดความขัดแย้งอื่นๆ อีกก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม เดือน พ.ย.

“อิหร่านเชื่อว่า ยิ่งขยายวงสงครามและเพิ่มแรงกดดันเขาจะยอมในที่สุด ทรัมป์คิดว่า เขาสามารถเล่นงานอิหร่านได้หนักแล้วยอมเข้าสู่โต๊ะเจรจา แต่พวกเขาไม่ยอม” แหล่งข่าวในอ่าวเปอร์เซียกล่าว

 

ยกระดับเพื่อบีบให้ยอมจำนน

การคำนวณดังกล่าวตอกย้ำยุทธศาสตร์การเจรจาของเตหะราน ทรัมป์เคยขู่ว่าจะปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่กับอิหร่านต่อมายกเลิกโดยให้เหตุผลว่า จะมีการเจรจากันในวันจันทร์ เพื่อให้ได้ข้อตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่เตหะรานกลับปฏิเสธว่าตอนนี้ไม่ได้เจรจาใดๆ กับสหรัฐ

แหล่งข่าวอาวุโสของอิหร่านรายหนึ่งเผยกับรอยเตอร์ ผู้นำเตหะรานสรุปว่า ความยืดหยุ่นก่อนหน้านี้มีแต่ทำให้วอชิงตันกดดันมากขึ้น ดังนั้นต้องสร้างข้อได้เปรียบเสียก่อนแล้วค่อยเริ่มเจรจา

แหล่งข่าวกล่าวต่อไปว่า ตามการประเมินของเตหะราน ทรัมป์ตีความการโอนอ่อนผ่อนตามว่าเป็นความอ่อนแอแล้วกดดันหนักข้อขึ้นไปอีก

ไมเคิล ซิงห์ นักวิจัยอาวุโสสถาบันวอชิงตัน ระบุ เตหะรานเชื่อว่าตนเป็นฝ่ายได้เปรียบ ส่วนหนึ่งเพราะรัฐบาลทรัมป์ดูเหมือนไม่แน่ใจว่าอยากใช้กำลังทหารมากแค่ไหน

“อิหร่านพยายามใช้ความได้เปรียบของตนเอง พวกเขาอยากสถาปนาอธิปไตยเหนือช่องแคบฮอร์มุซ แล้วใช้อำนาจเลือกสรรว่าจะให้ใครผ่านได้บ้าง” ซิงห์กล่าว 

อลัน อายร์ อดีตนักการทูตสหรัฐและผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่าน มองว่า เตหะรานกำลังใช้ยุทธศาสตร์ป้องปราม หมายบีบให้วอชิงตันยกเลิกการปิดล้อมและระงับการโจมตี

“พวกเขาไม่ต้องการให้สหรัฐเป็นฝ่ายชี้นำสถานการณ์” อายร์ให้ความเห็น

ส่วนหัวใจสำคัญของความขัดแย้งซึ่งก็คือการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซในอนาคต โอมานเคยนำเสนอแผนบริหารจัดการที่ชาติอ่าวเปอร์เซียหนุนหลังต่ออิหร่าน เพื่อนจัดการเส้นทางน้ำดังกล่าว ซึ่งรวมถึงการเก็บค่าธรรมเนียมผู้ใช้งานโดยสมัครใจ

แต่เตหะรานอยากได้อำนาจควบคุมช่องแคบและสามารถเก็บค่าบริการจากเรือได้ ขณะที่วอชิงตันไม่ให้มีค่าธรรมเนียมใดๆ และยืนกรานว่า ช่องแคบฮอร์มุซคือน่านน้ำสากลปลอดจากการควบคุมของอิหร่าน

 ใช้ความอึดเป็นเดิมพัน

ยุทธศาสตร์ของอิหร่านได้ผลตามที่ต้องการ เมื่อภัยคุกคามขยายวงกว้างออกไปนอกช่องแคบฮอร์มุซ ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคและตะวันตกจึงหันมาให้ความสนใจปกป้องเส้นทางการเดินเรือและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานแทนที่จะกดดันอิหร่านอย่างเข้มข้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือแนวร่วมทางทะเลนำโดยซาอุดีอาระเบียที่เพิ่งก่อตั้งขึ้น แหล่งข่าวในอ่าวเปอร์เซียหลายรายอธิบายว่า แนวร่วมนี้ตั้งขึ้นเพื่อป้องกัน เน้นการติดตามเรือสินค้า แบ่งปันข้อมูลข่าวกรอง และดูแลเส้นทางการเดินเรือมากกว่าการเผชิญหน้ากับอิหร่านโดยตรง

ไนท์สเปรียบเทียบความพยายามนี้กับภารกิจ Aspides ของยุโรปในทะเลแดง ที่ตั้งขึ้นเพื่อคุ้มครองการเดินเรือสินค้ามากกว่าการเปลี่ยนแปลงดุลยภาพทางทหาร

สำหรับเตหะราน นี่ถือเป็นความสำเร็จ เพราะแม้ไม่สามารถแข่งขันกับกองทัพสหรัฐได้โดยตรง แต่ก็สามารถทำให้รัฐบาลและกองทัพเรือนานาชาติต้องทุ่มเททรัพยากรเพื่อการป้องกัน

ทุกภัยคุกคามไม่ว่าจะที่ฮอร์มุซ หรือช่องแคบบับ เอลมันเดบ ที่เชื่อมทะเลแดงกับอ่าวเอเดน หรือที่อื่นๆ ย่อมต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นในการดูแลเส้นทางการค้าโลกให้ราบรื่น

โดยแก่นแท้แล้ว การแข่งขันครั้งนี้เป็นการทดสอบความอดทน ผู้นำอิหร่านดูเหมือนจะเชื่อว่าพวกเขาสามารถอดทนต่อแรงกดดันทางเศรษฐกิจได้นานกว่าที่พันธมิตรนำโดยสหรัฐจะทานทนกับการที่ตลาดการค้าและพลังงานโลกหยุดชะงักซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้

ยุทธศาสตร์นี้มีเป้าหมายทางการทูตเช่นกัน เตหะรานหวังจะกำหนดเงื่อนไขของการเจรจาด้วยการแสดงให้เห็นว่าตนสามารถขยายวิกฤติได้หากจำเป็น

“ถ้าจะมีการเจรจา พวกเขาจะเป็นฝ่ายกำหนดเงื่อนไข ทั้งสองฝ่ายตอบโต้กันด้วยการยกระดับความขัดแย้ง” เรย์ ทาเคย์ จากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอดีตที่ปรึกษาด้านอิหร่านประจำกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ให้ความเห็น

ถึงขณะนี้ทั้งสองฝ่ายไม่มีใครอยากถอย ขณะที่วอชิงตันและเตหะรานยังคงวัดใจกันอยู่ ความเสี่ยงจึงอยู่ที่ว่ายุทธศาสตร์ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองสูงสุด อาจบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งที่ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถควบคุมได้อย่างเต็มที่