ผู้อพยพชาวโมร็อกโกและชาติอื่นๆ จากแอฟริกา เดินทางออกจากเซวตาแล้ว 69,500 คนในช่วง 4 วันที่ผ่านมา แต่ยังเหลือค้างอีก 3,000 - 5,000 คน ขณะที่ยอดเสียชีวิตทะลุ 80 ราย จากทั้งสองฝั่งชายแดน
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ผู้อพยพโมร็อกโก หลายพันคนตั้งแคมป์ตามชายหาดในเซวตา ดินแดนแยกส่วนของสเปนในแอฟริกาในวันจันทร์ (3 ส.ค.) ที่ผ่านมา ขณะที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นประสบกับความยากลำบากในการรับมือกับผู้อพยพหลายพันคนที่ยังคงอยู่ต่อในแดนดินเล็กๆ แห่งนี้ หลังจากมีการอพยพครั้งใหญ่เมื่อสัปดาห์ก่อน
สเปนคาดว่า ผู้อพยพยราว 69,500 คน ได้เดินทางกลับโมร็อกโกแล้วในช่วง 4 วันที่ผ่านมา ซึ่งเกินกว่ายอดอพยพเบื้องต้นที่คาดการณ์ไว้ราวๆ 50,000 คนในเซวตาในวันพฤหัสบดี (30 ก.ค.)
ข้อมูลทางการระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในฝั่งสเปน 72 ราย และในฝั่งโมร็อกโก 11 ราย
ผู้อพยพหลายคนบอกว่า พวกเขาเดินทางกลับเพราะร้านค้าต่างๆ ปิด ไม่มีอาหาร และถูกคนท้องถิ่นต่อต้าน ทั้งยังไม่สามารถเดินทางไปสเปนแผ่นดินใหญ่ได้
ด้านฮวน เฆซุส วีวาส ผู้นำของเมืองเซวตา กล่าวกับสถานีโทรทัศน์เทเลซินโก ว่ามีผู้อพยพเหลืออยู่ในพื้นที่ประมาณ 3,000-5,000 คน และเสริมว่าศูนย์รับผู้อพยพสองแห่งของเมือง ทั้งสำหรับผู้ใหญ่และสำหรับผู้เยาว์ “ล่มสลาย” แล้ว
วิดีโอรอยเตอร์เผยให้เห็นผู้อพยพจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่มาจากประเทศแอฟริกาใต้ซาฮารา นอนพักบนชายหาดเอลแทรมโพลิน หลายคนห่อตัวด้วยผ้าขนหนูป้องกันลม ขณะที่รถทหารและตำรวจและตำรวจลาดตระเวนอยู่ด้านหลังพวกเขา
ทั้งนี้ เซวตาและเมลียา ดินแดนในแอฟริกาเหนือของสเปน ที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของโมร็อกโก และเผชิญกับการพยายามข้ามแดนเป็นระยะๆ ของผู้อพยพที่ต้องการไปยังยุโรป
ผลกระทบทางการทูต
วิกฤติดังกล่าวได้จุดชนวนให้เกิดวาทกรรมต่อต้านผู้อพยพไปทั่วทวีปยุโรป และก่อให้เกิดความตึงเครียดทางการทูตภายในสหภาพยุโรป (อียู) เกี่ยวกับนโยบายชายแดน ขณะที่สเปนกล่าวหาว่าประเทศพันธมิตรบางประเทศมีปฏิกิริยาที่ไม่เป็นประโยชน์และสร้างความแตกแยก
โฆเซ มานูเอล อัลบาเรส รัฐมนตรีต่างประเทศสเปน กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า สเปนเคยให้การสนับสนุนประเทศอื่นๆ ในอียูโรปในช่วงวิกฤตการณ์อพยพ และตอนนี้ก็คาดหวังการสนับสนุนตอบแทนจากพวกเขาเช่นกัน
ส่วนกลุ่มประเทศอียูได้เรียกประชุมฉุกเฉินรัฐมนตรีมหาดไทยทางวิดีโอเพื่อหารือเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ดังกล่าวในวันอังคาร (4 ส.ค.) นี้
อัลบาเรสยังได้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอิตาลีอย่างรุนแรง โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลอิตาลีมีส่วนช่วยเผยแพร่ข้อมูลเท็จ
รัฐมนตรีต่างประเทศสเปนกล่าวด้วยว่า ฝ่ายโมร็อกโกได้เสนอความช่วยเหลือด้านตำรวจในทันที และไม่ได้ตั้งเงื่อนไขใดๆ ในการให้ความร่วมมือ ทำให้ผู้ที่ข้ามพรมแดนส่วนใหญ่สามารถเดินทางกลับประเทศได้อย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม วีวาส ผู้นำเซวตาให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์เอลปาอิสว่า
“โมร็อกโกแสดงให้เราเห็นแล้วว่าพวกเขาไม่น่าเชื่อถือ ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องใช้มาตรการทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะไม่ทำเช่นนี้อีก”
ด้านกระทรวงมหาดไทยของโมร็อกโกกล่าวโทษสเปนเมื่อวันอาทิตย์ (2 ส.ค.) ว่า การหลั่งไหลของผู้อพยพเกิดจากข้อมูลเท็จในโซเชียลมีเดีย เครือข่ายค้ามนุษย์ และการตีความคำตัดสินของศาลสเปนที่ผิดพลาด ที่กำหนดว่าห้ามการส่งตัวผู้อพยพที่ถูกสกัดในทะเลกลับประเทศในทันที ซึ่งสอดคล้องกับฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลมาดริด
ข่าวกรองยืนยันโมร็อกโกไม่ได้วางแผนเรื่องนี้
ตามรายงานของEl Pais และ Cadena SER radio ซึ่งอ้างอิงแหล่งข่าว เผยว่า หน่วยข่าวกรองสเปนสรุปว่า โมร็อกโกไม่ได้วางแผนส่งคนจำนวนมหาศาลข้ามพรมแดน แต่ปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้น
รายงานระบุว่า โมร็อกโกค่อยๆ ผ่อนคลายมาตรการควบคุมชายแดนตลอดเดือนกรกฎาคม และมีข้อกล่าวหาว่าพวกเขาได้ยกเลิกมาตรการควบคุมดังกล่าวในช่วงที่ฝูงชนหลั่งไหลไปยังด่านพรมแดนทาราจาล (Tarajal) ระหว่างวันเฉลิมฉลองพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก (Throne Day)
ด้านเฟอร์นันโด แกรนด์-มาร์ลาสกา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของสเปน กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันเสาร์ (1 ส.ค.) ว่า หน่วยข่าวกรองต่างประเทศ (CNI) ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงกลาโหม ไม่ได้แจ้งเตือนตนเกี่ยวกับการระดมกำลังทหารที่กำลังจะเกิดขึ้น ขณะที่หนังสือพิมพ์ El Pais รายงานเมื่อวันจันทร์ว่าเรื่องนี้ทำให้เกิดความตึงเครียดระหว่างสองกระทรวง
มาร์การิตา โรเบิลส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปฏิเสธที่จะกล่าวว่าหน่วยข่าวกรองแห่งชาติ มีข้อมูลข่าวกรองล่วงหน้าเกี่ยวกับการข้ามแดนครั้งใหญ่หรือไม่ โดยกล่าวเสริมว่าการทำงานของพวกเขาเป็นความลับ และชื่นชมการทำงานที่ “ยอดเยี่ยม” ของเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงของสเปน



