สำนักข่าว Washington Post รายงานว่า กองทัพรัสเซีย เปิดฉากยิงขีปนาวุธทิ้งตัวโจมตีกรุงเคียฟอย่างหนักหน่วงในช่วงเช้าวันเสาร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ราย และบาดเจ็บกว่า 30 ราย โดยประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ยอมรับว่ากองทัพยูเครน ขาดแคลนขีปนาวุธสกัดกั้นอย่างหนัก ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังต้องเผชิญกับแรงกดดันภายในประเทศอย่างรุนแรง หลังประชาชนหลายพันคนออกมาชุมนุมประท้วงเรียกร้องให้คืนตำแหน่งแก่อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่เพิ่งถูกสั่งปลดไป
ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียว่า ในการโจมตีเมื่อวันเสาร์ กองกำลังรัสเซียได้ยิงโดรนโจมตีเกือบ 200 ลำ และขีปนาวุธ 35 ลูก ซึ่งรวมถึงขีปนาวุธทิ้งตัว 27 ลูก มุ่งเป้ามาที่กรุงเคียฟเป็นหลัก
แต่กองทัพยูเครนสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธทิ้งตัวได้เพียงลูกเดียวเท่านั้น "เหตุผลเป็นเพราะเราไม่มีขีปนาวุธสกัดกั้นเหลืออยู่เลย" ผู้นำยูเครนระบุ
ระบบป้องกันภัยทางอากาศแพทริออต (Patriot) ที่ผลิตโดยสหรัฐ ถือเป็นความหวังเดียวของยูเครนในการรับมือกับการโจมตีด้วยขีปนาวุธทิ้งตัวของรัสเซียที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ขีปนาวุธสกัดกั้นของระบบดังกล่าวกลับอยู่ในภาวะขาดแคลนอย่างหนัก เนื่องจากคลังแสงที่มีจำกัดอยู่แล้วถูกดึงไปใช้สนับสนุนในสงครามอิหร่าน
เซเลนสกีย้ำว่า เป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่ชาติพันธมิตรต้องรับรู้ว่าขีดความสามารถทางทหารเหล่านี้มีความจำเป็นในสมรภูมิรบจริง เพื่อสกัดกั้นและหยุดยั้งการทำสงครามของรัสเซีย ไม่ใช่เพียงการเก็บไว้ในคลังอาวุธสำหรับสถานการณ์สมมติเท่านั้น เพราะทุกค่ำคืนที่ปราศจากอาวุธเหล่านี้ นำมาซึ่งความสูญเสียที่เพิ่มขึ้น
การโจมตีครั้งนี้ยังส่งผลให้สถานทูตลิทัวเนีย ได้รับความเสียหาย จากขีปนาวุธที่ระเบิดห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว โดยที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ขณะที่กระทรวงกลาโหมรัสเซียออกแถลงการณ์ว่า รัฐบาลมอสโก ได้ดำเนินการโจมตีครั้งใหญ่ด้วยอาวุธความแม่นยำสูงทั้งทางบกและทางทะเล มุ่งเป้าไปที่โรงงานทางทหารและศูนย์โลจิสติกส์ รวมถึงศูนย์ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับโดรนโจมตีระยะไกลของยูเครน
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธทิ้งตัวเมื่อช่วงเช้าวันพฤหัสบดี ซึ่งพุ่งเป้าไปที่พื้นที่ทางตะวันตกของยูเครนที่มักไม่ค่อยตกเป็นเป้าหมาย การโจมตีดังกล่าวยังส่งผลให้ขีปนาวุธของรัสเซียลูกหนึ่งข้ามไปตกในพื้นที่ชนบทของประเทศโปแลนด์ แม้จะไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่เหตุการณ์นี้ได้ปลุกความกังวลครั้งใหม่เกี่ยวกับความเสี่ยงที่รัสเซียอาจเผชิญหน้าโดยตรงกับองค์การนาโต (NATO)
ทั้งนี้ เซเลนสกีได้ใช้โอกาสระหว่างการเข้าพบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบขาวเมื่อวันอังคาร เพื่อขอความช่วยเหลือด้านอาวุธ โดยเสนอเทคโนโลยีต่อต้านโดรนและประสบการณ์อันกว้างขวางของยูเครนในการทำลายโดรนของรัสเซียกับอิหร่านเป็นการแลกเปลี่ยน ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยกล่าวว่า สหรัฐ จะมอบใบอนุญาตให้ยูเครนสามารถผลิตระบบแพทริออตได้เอง แต่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทรัมป์มีท่าทีเปลี่ยนไปและยอมรับว่าไม่แน่ใจว่าทางการสหรัฐจะดำเนินการตามนั้นหรือไม่ โดยระบุเพียงว่ากำลังพิจารณาเรื่องนี้อยู่
นอกเหนือจากภัยคุกคามภายนอก ยูเครนยังเผชิญกับความวุ่นวายทางการเมืองภายในประเทศ หลังจากการปลด มีไคโล เฟโดรอฟ ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอย่างกะทันหันเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ส่งผลให้ประชาชนรวมตัวกันที่จัตุรัสอิวาน แฟรงโก กลางกรุงเคียฟทุกค่ำคืน เพื่อเรียกร้องให้แต่งตั้งกลับคืนสู่ตำแหน่งอีกครั้ง โดยการประท้วงเมื่อเย็นวันศุกร์ถือเป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ที่สุด โดยมีผู้เข้าร่วมราว 6,000 คน เดินขบวนผ่านถนนสายหลัก
เฟโดรอฟเปิดเผยสาเหตุเบื้องหลังการถูกปลดว่า เป็นเพราะความพยายามของเขาในการจัดระเบียบระบบการจัดซื้อจัดจ้างทางทหาร ซึ่งถูกวิจารณ์มองมาตลอดว่าขาดความโปร่งใสและเป็นแหล่งคอร์รัปชัน การเปลี่ยนแปลงนี้สร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มอิทธิพลที่เสียผลประโยชน์ นำไปสู่การสร้างกระแสโจมตีเขาในพื้นที่สื่อและสร้างอิทธิพลกดดันต่อประธานาธิบดี
แม้ว่าเซเลนสกีจะพยายามลดทอนความโกรธแค้นของมวลชนด้วยการสั่งปลด พลเอก โอเล็กซานเดอร์ ซีร์สกี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งถูกผู้ประท้วงมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูป และแต่งตั้ง มีไคโล ดราปาตี ขึ้นมาแทน แต่กลุ่มผู้ประท้วงยังคงยืนกรานว่าจะออกมาชุมนุมต่อไปทุกวันจนกว่าเฟโดรอฟจะกลับมาดำรงตำแหน่ง
ผู้เข้าร่วมการชุมนุมเตือนว่า หากรัฐบาลยังคงเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องนี้ สถานการณ์จะยิ่งนำไปสู่วิกฤตที่ลึกซึ้งและบานปลายมากยิ่งขึ้น หนึ่งในแกนนำผู้ประท้วง ทิ้งท้ายว่า หากไม่ยอมคืนตำแหน่งให้กับบุคคลที่มีศักยภาพ ยูเครนจะต้องสูญเสียเวลาไปกับการจัดการปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศโดยเปล่าประโยชน์ แทนที่จะได้มุ่งสรรพกำลังและเวลาทั้งหมดไปกับการทำสงครามเพื่อปกป้องประเทศจากศัตรูอย่างที่ควรจะเป็น



