วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘สเปน’ วางกำแพงลอยน้ำ สกัดผู้อพยพจากโมร็อกโก ยอดผู้เสียชีวิตแตะ 67 ราย

ทางการสเปนยกระดับกั้นพรมแดนเข้มงวด วางกำแพงลอยน้ำหวังสกัดผู้อพยพจากโมร็อกโก ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 67 ราย จากการจมน้ำและถูกทับขณะปีนข้ามรั้วชายแดน

สเปน รายงานว่า การข้ามแดนของผู้อพยพ เข้าสู่เมืองเซวตา ดินแดนของสเปนในแอฟริกาเหนือ ได้ยุติลงแล้วในชั่วข้ามคืน ขณะที่ตำรวจเริ่มติดตั้งกำแพงลอยน้ำยาว 500 เมตร (1,640 ฟุต) นอกชายแดนติดกับโมร็อกโก เมื่อวันเสาร์ (1 ส.ค.) ที่ผ่านมา หลังเกิดเหตุการณ์คนแห่ข้ามพรมแดนจำนวนมาก จนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 67 ราย

รอยเตอร์อ้างอิงรายงานของทางการสเปน พบว่า มีประชาชนประมาณ 50,000 คนข้ามพรมแดนเข้าสู่เมืองเซวตา ทั้งทางบกและทางทะเลตั้งแต่วันพฤหัสบดี (30 ก.ค.) ซึ่งเป็นการหลั่งไหลเข้ามาอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ณ หนึ่งในพรมแดนทางบกเพียงแห่งเดียวของสหภาพยุโรปที่เชื่อมติดกับทวีปแอฟริกา

สเปน ระบุด้วยว่า มีคนมากกว่า 48,000 คนเดินทางกลับโมร็อกโกภายใน 48 ชั่วโมง

วิดีโอของรอยเตอร์เมื่อวันเสาร์ เผยให้เห็นทหารและตำรวจสเปนลาดตระเวนอยู่บนชายหาดทาราฮาลที่แทบจะว่างเปล่า และปกคลุมไปด้วยหมอก

เจ้าหน้าที่กล่าวว่า พบศพอย่างน้อย 67 ศพทางฝั่งพรมแดนสเปน หลังจากผู้อพยพบางส่วนจมน้ำเสียชีวิต และบางส่วนถูกทับขณะพยายามปีนข้ามเขื่อนกันคลื่นและรั้วพรมแดน

รอยเตอร์ระบุว่า ผู้อพยพหลายคนถูกกดดันให้อพยพเนื่องจากความยากลำบากทางเศรษฐกิจ และได้รับแรงหนุนจากกระแสข่าวลือในสื่อสังคมออนไลน์

‘สเปน’ วางกำแพงลอยน้ำ สกัดผู้อพยพจากโมร็อกโก ยอดผู้เสียชีวิตแตะ 67 ราย

เฟอร์นันโด กรานเด-มาร์ลาสกา รัฐมนตรีมหาดไทยของสเปน กล่าวโทษเครือข่ายค้ามนุษย์ที่ใช้ประโยชน์จากผู้อพยพที่อ่อนแอ และเผยแพร่การตีความที่ผิดพลาดเกี่ยวกับคำตัดสินล่าสุดของศาลฎีกาสเปนที่ระบุว่า ผู้อพยพที่ถูกสกัดในทะเลไม่สามารถถูกส่งกลับโดยทันทีหากไม่มีสิ่งกีดขวางทางกายภาพ

รมว.มหาดไทยสเปน กล่าวกับผู้สื่อข่าวในเมืองเซวตาว่า สเปนฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยได้ภายใน 24 ชั่วโมง แต่เตือนว่าวิกฤติยังไม่สิ้นสุดอย่างเป็นทางการ และจะมีการเสริมกำลังตำรวจและทหารเท่าที่จำเป็น แม้ว่าการข้ามแดนข้ามคืนจะลดลงเหลือศูนย์แล้วก็ตาม

“โมร็อกโกไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อเซวตาหรือส่วนอื่นๆ ของสเปน แต่เป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือ” รัฐมนตรีมหาดไทยยืนยัน และเสริมว่าไม่มีข้อมูลข่าวกรองใดบ่งชี้ว่าการข้ามแดนครั้งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น

รัฐบาลสเปน แถลงการณ์ว่า ตำรวจหน่วยพิทักษ์พลเรือนเริ่มวางแนวกั้นใหม่เวลา 7:50 น. ตามเวลาท้องถิ่น บริเวณเขื่อนกันคลื่นทาราฮาล ซึ่งเป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญที่ผู้คนใช้อพยพเข้าสู่ดินแดนเล็กๆ ของสเปนแห่งนี้

แนวกั้นดังกล่าวที่ติดตั้งข้างแนวทุ่นลอยน้ำของกองทัพเรือ ออกแบบให้มีความสูงเหนือผิวน้ำ 30 ถึง 70 เซนติเมตร (12 ถึง 28 นิ้ว) และยื่นลงไปใต้ผิวน้ำได้มากถึง 1 เมตร นอกจากนี้ยังมีช่องทางระหว่างแนวกั้นเพื่อให้เรือของหน่วยพิทักษ์พลเรือนสามารถลาดตระเวนในพื้นที่ได้

‘สเปน’ วางกำแพงลอยน้ำ สกัดผู้อพยพจากโมร็อกโก ยอดผู้เสียชีวิตแตะ 67 ราย

อียูเรียกประชุม ถกเรื่องผู้อพยพอังคารนี้

การข้ามพรมแดนครั้งใหญ่ดังกล่าวทำให้เกิดความวิตกกังวลไปทั่วสหภาพยุโรป (อียู) และ 22 ประเทศสมาชิกได้เขียนจดหมายขอให้มีการประสานงานเพื่อปกป้องพรมแดนภายนอกและมาตรการอื่นๆ

ไอร์แลนด์ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานหมุนเวียนของอียู ได้เรียกประชุมฉุกเฉินทางวิดีโอ กับรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยของกลุ่มประเทศสมาชิกเพื่อหารือเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ในวันอังคาร (4 ส.ค.)

ด้านนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ แห่งสเปน ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายซ้ายกลาง ได้วิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของอิตาลีเมื่อวันศุกร์ (31 ก.ค.) ที่ผ่านมา ที่ระงับข้อตกลงการเดินทางโดยไม่ต้องใช้หนังสือเดินทางในเขตเชงเก้นกับมาดริดเป็นเวลา 1 เดือน

“ในบริบทระหว่างประเทศปัจจุบัน สหภาพยุโรปไม่สามารถยอมรับปฏิกิริยาที่เห็นแก่ตัว สร้างความแตกแยก และผิดกฎหมายเช่นนี้ได้” ซานเชซเขียนในจดหมายถึงคณะกรรมาธิการยุโรปและประธานสภาแห่งยุโรป

เข้าเซวตา ใช่ว่าจะได้ไปต่อ

สหภาพ AUGC ของหน่วยงานรักษาความสงบเรียบร้อยของสเปนกล่าวว่า พวกเขากำลังเรียกร้องให้มีการเสริมกำลังเจ้าหน้าที่อย่างน้อย 200 นาย และเตือนว่าจำเป็นต้องมีการดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนว่ายน้ำอ้อมแนวกั้นลอยน้ำใหม่

มาดริดกล่าวว่า คนที่เข้าสู่เซวตาอย่างผิดกฎหมายไม่สามารถเดินทางต่อไปยังแผ่นดินใหญ่ของสเปนหรือที่อื่น ๆ ในเขตเชงเก้นได้

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศ แถลงการณ์ว่า ผู้ที่เดินทางออกจากเมืองเซวตาทางเรือหรือทางอากาศ จะต้องผ่านการตรวจสอบเอกลักษณ์บุคคลโดยตำรวจ ซึ่งถือเป็น ด่านตรวจชั้นที่สอง ต่อจากการตรวจที่พรมแดนทางบกระหว่างโมร็อกโกกับเซวตา

แนวทางดังกล่าวสวนทางกับประเทศส่วนใหญ่ในยุโรป โดยสเปนมีท่าทีเปิดกว้างมากขึ้นต่อผู้อพยพ และได้ริเริ่มโครงการให้สิทธิ์พำนักแก่ผู้ที่ไม่มีเอกสารมากกว่าครึ่งล้านคน

แต่สเปนปฏิเสธข้อเสนอแนะที่ว่าโครงการดังกล่าวได้กระตุ้นให้เกิดการหลั่งไหลเข้าสู่เมืองเซวตา โดยระบุว่าผู้สมัครจะต้องพิสูจน์ได้ว่ามีถิ่นพำนักอยู่ในสเปนก่อนวันที่ 1 มกราคม 2569 และมีถิ่นพำนักต่อเนื่องกันอย่างน้อยห้าเดือนเมื่อยื่นสมัครโครงการดังกล่าว