วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม 2569

Login
Login

ผู้อพยพโมร็อกโก อยู่ไม่ไหว! เซวตาเหมือนคุก ยอมกลับบ้าน 'หิว-เหนื่อย-ไร้เงินไปต่อ'

ผู้อพยพโมร็อกโกและคนชาติอื่นๆ จากแอฟริกา อยู่ไม่ไหว! ชี้ เซวตาเหมือนคุก ยอมกลับบ้าน เพราะ หิว เหนื่อย ชาวบ้านต่อต้าน และไร้เงินไปต่อ

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ผู้อพยพที่ว่ายน้ำหรือพยายามฝ่าข้ามรั้วเพื่อรีบเข้าไปในเซวตา เขตปกครองตนเองในทวีปแอฟริกา ของสเปนเมื่อสัปดาห์ก่อน กำลังเดินทางกลับบ้านในวันเสาร์ (1 ส.ค.) โดยหลายคนกล่าวว่า “ความหิวโหย ความเหนื่อยล้า และการต่อต้านจากคนท้องถิ่น” ได้ทำลายความหวังของพวกเขาที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ในยุโรป

ผู้ที่กำลังเดินทางกลับบอกกับรอยเตอร์ว่า ในตอนแรกพวกเขาถูกดึงดูดด้วยวิดีโอไวรัลในโซเชียลมีเดีย และข้อความจากเพื่อนๆ ที่บอกว่าชายแดนที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดนั้นสามารถฝ่าเข้าไปได้

แต่หลังจากเดินทางมาถึงเซวตา หลายคนกล่าวว่าพวกเขาไม่พบหนทางที่จะเดินทางต่อไปยังแผ่นดินใหญ่ของสเปนได้

“เรามาเพื่อสร้างความก้าวหน้า ไม่ใช่เพื่อถูกหลอก” บราฮิม พนักงานร้านเบเกอรี่จากเมืองเฟซ กล่าว

บราฮิมเล่าว่า เขาลาออกจากงานและข้ามพรมแดนหลังจากได้ดูคลิปวิดีโอของคนนับพันที่ทำเช่นเดียวกัน

“ผมคิดว่าผมจะสร้างอนาคตที่ดีกว่าที่นั่น แต่ผมรู้สึกประหลาดใจกับสิ่งที่ได้เห็นในเซวตา”

บราฮิม กล่าวว่าเขาอยู่รอดมาได้สามวันโดยกินแต่น้ำเปล่า และไม่สามารถจ่ายค่าอาหารที่แพงลิบลิ่วทางฝั่งสเปนได้ “ทำไมแซนด์วิชทูน่าถึงขายในราคา 100 เดอร์แฮม (10.75 ดอลลาร์ หรือราว 360 บาท) เลยล่ะ?”

ผู้อพยพโมร็อกโก อยู่ไม่ไหว! เซวตาเหมือนคุก ยอมกลับบ้าน 'หิว-เหนื่อย-ไร้เงินไปต่อ'

เซวตาเหมือนคุก

สำนักข่าวรอยเตอร์พบว่า ในเมืองฟนิเดก เมืองของโมร็อกโกที่อยู่ตรงข้ามกับเมืองเซวตา ถนนที่มุ่งหน้าไปยังด่านชายแดนขณะนี้แทบจะว่างเปล่า แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับตอนที่ผู้คนหลายพันคนที่มารวมตัวกันที่นั่นเมื่อวันพฤหัสบดี (30 ก.ค.)

รอยเตอร์พบชายหนุ่มหลายคนเดินออกจากชายแดนไปตามทางหลวง หรือยืนรอรถแท็กซี่เพื่อออกจากฟนิเดก ซึ่งร้านค้าต่างๆ ที่นั่นปิดทำการมาหลายวันแล้ว

ผู้อพยพโมร็อกโก อยู่ไม่ไหว! เซวตาเหมือนคุก ยอมกลับบ้าน 'หิว-เหนื่อย-ไร้เงินไปต่อ'

คำบอกเล่าของผู้ที่เดินทางกลับมานั้น มีทั้งการบ่นซ้ำๆ เกี่ยวกับซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้าที่ปิดทำการ ทำให้พวกเขาต้องคุ้ยหาอาหารและน้ำดื่ม ในขณะที่พวกเขาต้องตากเสื้อผ้าที่เปียกโชกบนถนน

“เซวตาเหมือนคุก ไม่มีอะไรให้ทำเลย ทุกอย่างปิดหมด” พนักงานคนหนึ่งที่ท่าเรือแทนเจอร์เมดของโมร็อกโกกล่าวกับรอยเตอร์ โดยขอไม่เปิดเผยชื่อเพราะต้องกลับไปทำงานต่อ

ผู้อพยพบางคนกล่าวหาด้วยว่าผู้อยู่อาศัยในย่านเอลปรินซิเป ซึ่งเป็นย่านที่มีชาวโมร็อกโกอาศัยอยู่เป็นส่วนใหญ่ในเซวตา ได้ทำร้ายหรือขับไล่พวกเขาออกไป แต่รอยเตอร์ไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงเหล่านั้นได้

ยาซีน อิชู พนักงานเสิร์ฟชาวโมร็อกโก เล่าว่าเขาถูกทำร้ายและถูกไล่ล่าออกจากร้านอาหารในเอล ปรินซิเป

“พวกเขาปิดกั้นเพื่อบังคับให้เราออกจากเซวตาด้วยตัวเอง... พวกเขาทำสำเร็จแล้ว” อิชูกล่าวเสริม โดยอ้างถึงการปิดร้านค้าเป็นวงกว้างในเซวตา

ด้านกระทรวงมหาดไทยของสเปน กล่าวว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 2 รายจากการถูกแทงด้วยมีดใน 2 เหตุการณ์ และตำรวจได้จับกุมผู้ก่อเหตุได้ 1 รายแล้ว แต่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากการถูกแทงด้วยมีดในเซวตาตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

ราชีด พนักงานโรงแรมแห่งหนึ่งในเครือ Fnideq ที่อยู่ใกล้ด่านข้ามแดน กล่าวว่า พนักงานครัวทั้งหกคนของโรงแรมได้เดินทางไปเซวตาในช่วงที่มีผู้คนหลั่งไหลเข้ามามากที่สุด และไม่มีใครกลับมา ทำให้ฝ่ายบริหารต้องหาคนมาทดแทน

ผู้อพยพโมร็อกโก อยู่ไม่ไหว! เซวตาเหมือนคุก ยอมกลับบ้าน 'หิว-เหนื่อย-ไร้เงินไปต่อ'

ยอมตายที่เซวตา

รอยเตอร์ระบุว่าสองสามวันหลังจากมีการอพยพครั้งใหญ่ ในเมืองเซวตาตอนนี้ ร้านกาแฟหลายแห่งกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง และลูกค้าก็เริ่มหลั่งไหลเข้ามา เมืองค่อยๆ กลับคืนสู่ภาวะปกติ แต่ร้านค้าส่วนใหญ่ยังคงปิดอยู่ ขณะที่รถตำรวจลาดตระเวนไปตามท้องถนน แสดงให้เห็นถึงการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างชัดเจน

“เราตัดสินใจเปิดร้านเอง เพราะสุดท้ายแล้ว ชีวิตก็ต้องกลับคืนสู่จังหวะปกติ แต่ความปลอดภัยของเราและพนักงานของเราสำคัญที่สุด” มารินา กัสตาโน วัย 24 ปี กล่าว พ่อแม่ของเธอเป็นเจ้าของร้านกาแฟสองแห่งในใจกลางเมือง

ขณะที่ผู้อยู่อาศัยบางคนกล่าวว่า สถานการณ์ในชานเมืองยังคงตึงเครียดอยู่

เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือประจำศูนย์รับผู้อพยพกล่าวว่า ศูนย์เต็มและไม่สามารถรับคนเพิ่มได้อีก โดยคาดการณ์ว่ายังมีผู้คนอีกหลายพันคนติดอยู่ในเมืองนี้

ติโต เจ้าของร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้างที่ยังคงปิดร้านอยู่ กล่าวว่า การมาถึงของคนจำนวนมากอย่างกะทันหันทำให้คนในพื้นที่หวาดกลัว แต่ก็เห็นอกเห็นใจเช่นกัน

“รู้สึกเกินจะรับมือไหว ขณะเดียวกันก็ช่วยอะไรไม่ได้” ติโตกล่าว “คนหนุ่มสาวเหล่านั้นถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างสิ้นเชิง พวกเขาถูกใช้เป็นเครื่องต่อรอง”

โมฮาเหม็ด อาห์เหม็ด ชายชาวซูดานวัย 43 ปี กล่าวว่า รถบรรทุกคันหนึ่งได้ปล่อยเขาและผู้อพยพคนอื่นๆ ลงใกล้ชายแดน จากนั้นเขาต้องว่ายน้ำเป็นเวลาสี่ชั่วโมงเพื่อไปยังเมืองเซวตา

เขากล่าวว่าตำรวจได้ปิดกั้นไม่ให้พวกเขาใช้เส้นทางไปยังศูนย์ผู้อพยพ แต่เขายังคงมุ่งมั่นที่จะอยู่ในสเปนต่อไป

“ผมจะไม่กลับไป ผมยอมตายที่นี่ดีกว่า”