สำนักข่าว Channel News Asia รายงานว่า กองทัพสหรัฐและญี่ปุ่นร่วมกับฟิลิปปินส์ เปิดฉากการซ้อมรบทางทะเลระยะเวลา 5 วันในพื้นที่ทะเลจีนใต้ โดยระดมทั้งเรือรบ เรือยามฝั่ง และอากาศยานรบ เพื่อยกระดับความสามารถในการปฏิบัติการร่วมกันของกลุ่มพันธมิตร ท่ามกลางความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากเหตุเผชิญหน้าระหว่างฟิลิปปินส์และจีนในช่วงที่ผ่านมา
กองทัพฟิลิปปินส์แถลงเมื่อวันที่ 26 ก.ค. ว่า การซ้อมรบร่วมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-25 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยมีการระดมกำลังทั้งเรือรบ เรือของหน่วยยามฝั่ง เครื่องบินลาดตระเวน และเครื่องบินขับไล่เข้าร่วมปฏิบัติการ
แม้ทางการจะไม่ได้เปิดเผยพิกัดที่แน่ชัดของการซ้อมรบ ซึ่งกองทัพเรือและหน่วยยามฝั่งของจีนมักเข้ามาปฏิบัติการในพื้นที่ระหว่างที่มีการซ้อมรบร่วมก่อนหน้านี้ แต่แถลงการณ์ของกองทัพฟิลิปปินส์ย้ำว่า ปฏิบัติการครั้งนี้มุ่งเน้นการตอกย้ำความเป็นพันธมิตรที่ยั่งยืน เพื่อส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
การซ้อมรบร่วมครั้งนี้เปิดฉากขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากฟิลิปปินส์กล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่งของจีนได้ใช้กระบองทำร้ายกะลาสีเรือชาวฟิลิปปินส์บริเวณสันดอนโทมัสที่สอง (Second Thomas Shoal) ขณะที่รัฐบาลปักกิ่งตอบโต้ว่าเรือของฟิลิปปินส์เป็นฝ่ายพุ่งชนและโจมตีเรือจีนก่อน
นอกจากนี้ ในช่วงระหว่างการซ้อมรบเมื่อวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ที่ผ่านมา หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ยังระบุว่า กองกำลังยามฝั่งของจีนได้ฉีดน้ำแรงดันสูงเข้าใส่เรือของรัฐบาลฟิลิปปินส์บริเวณใกล้แนวปะการังสการ์โบโรห์ (Scarborough Shoal) ซึ่งทางการจีนอ้างว่าเป็นการใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างชอบธรรมเพื่อตอบโต้ที่เรือฟิลิปปินส์ดึงดันที่จะรุกล้ำน่านน้ำ
ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียด เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา อันโตนิโอ นาฟาร์เรเต ผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่ของกองทัพฟิลิปปินส์ ได้เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเกาะทิตู (Thitu Island) ในหมู่เกาะสแปรตลีย์ (Spratly Islands) ห่างจากจังหวัดปาลาวันไปทางตะวันตกราว 300 ไมล์ โดยผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้ให้คำมั่นกับกองทหารที่ประจำการอยู่บนเกาะว่าจะสนับสนุนและยกระดับขีดความสามารถในการปฏิบัติการอย่างเต็มที่ พร้อมเน้นย้ำว่ากองกำลังเหล่านี้คือหัวใจสำคัญในการปกป้องด่านหน้าของประเทศ
การซ้อมรบในครั้งนี้นับเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดของปฏิบัติการทางการทหารที่ขยายขอบเขตและความถี่มากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ของฟิลิปปินส์ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐและญี่ปุ่น ในการผลักดันและคานอำนาจกับรัฐบาลปักกิ่งที่พยายามอ้างสิทธิ์แบบครอบคลุมในพื้นที่ทะเลจีนใต้ โดยจนถึงปัจจุบัน จีนยังคงอ้างอธิปไตยเหนือพื้นที่เกือบทั้งหมดของทะเลจีนใต้ และยืนกรานปฏิเสธคำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการเมื่อปี 2016 ที่ชี้ว่าการอ้างสิทธิ์ของจีนนั้นเป็นโมฆะและไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย


