สำนักข่าว Reuters รายงานว่า กองทัพสหรัฐ เปิดฉากระดมยิงขีปนาวุธโจมตีเป้าหมายหลายแห่งทั่วอิหร่านอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ใช้มาตรการลงโทษทางทหารขั้นเด็ดขาดกับรัฐบาลเตหะรานและกลุ่มกบฏฮูตี ในเยเมน ด้านกองกำลังอิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงถล่มฐานทัพสหรัฐในประเทศอาหรับเพื่อนบ้าน ท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและเส้นทางการค้าโลก แม้ความพยายามในการเจรจาทางการทูตเพื่อยุติสงครามยังคงดำเนินอยู่ก็ตาม
ความขัดแย้งรอบใหม่นี้ปะทุขึ้น หลังจากการหยุดยิงชั่วคราวยุติลงเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน กองทัพสหรัฐได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านติดต่อกันเป็นคืนที่ 13 ขีปนาวุธของสหรัฐพุ่งเป้าไปที่ ศูนย์บัญชาการกองทัพเรือพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลแคสเปียน และเมืองท่าบันดาร์อันซาลี (Bandar Anzali) นอกจากนี้ การโจมตีในเมืองอาวาซ (Ahvaz) ยังส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย และบาดเจ็บ 5 ราย
กองกำลังอิหร่านตอบโต้ด้วยการระดมยิงเป้าหมายที่ตั้งของสหรัฐในประเทศอาหรับหลายแห่ง ได้แก่ ค่ายทหารและคลังยุทโธปกรณ์ในคูเวต หอสังเกตการณ์ของกองเรือที่ 5 ในบาห์เรน ค่ายทหารและเครื่องบินจู่โจมในจอร์แดน ตลอดจนระบบป้องกันภัยทางอากาศแพทริออต (Patriot) กับค่ายทหารในอิรัก โดยกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามได้ออกแถลงการณ์เตือนประชาชนในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับให้ระวังภัยจากการที่บุคลากรทางการทหารของสหรัฐอาจแฝงตัวใช้สิ่งปลูกสร้างพลเรือนเป็นฐานสั่งการ
กระทรวงสาธารณสุขอิหร่าน ระบุว่า นับตั้งแต่ปะทะกับกองกำลังสหรัฐอีกครั้งในเดือนมิถุนายน มีผู้เสียชีวิตแล้ว 59 ราย และบาดเจ็บ 666 ราย ขณะที่ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของอิหร่านประกาศว่าจะสังหารทหารสหรัฐ 1 นายต่อทุกๆ การสูญเสียของชาวอิหร่าน 1 คน ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐรายงานว่า มีทหารเสียชีวิตแล้ว 18 นาย และมีผู้บาดเจ็บราว 100-500 นาย
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ เปิดเผยว่ากำลังพิจารณาขยายขอบเขตการโจมตีให้ครอบคลุมถึงโครงสร้างพลังงานและสะพาน ตลอดจนพิจารณาว่าจะส่งกองกำลังภาคพื้นดินเพื่อยึดศูนย์กลางน้ำมันที่เกาะคาร์ก (Kharg Island) รวมถึงการทิ้งระเบิดใส่ศูนย์นิวเคลียร์ใต้ดินของอิหร่าน
ทรัมป์ ระบุว่าผู้นำอิหร่าน "ยังไม่ได้เจ็บปวดมากพอ" พร้อมยืนยันว่ากองทัพสหรัฐเตรียมพร้อมเต็มพิกัด (Locked and loaded) สำหรับการยกระดับสงคราม อย่างไรก็ตาม เขายังคงเปิดช่องว่างสำหรับการเจรจาทางการทูต โดยมองว่า "ยุทธศาสตร์ที่ฉลาดกว่าคือการทำข้อตกลง"
ความตึงเครียดยังลุกลามไปยังพื้นที่ทะเลแดง เมื่อกลุ่มกบฏฮูตี ซึ่งควบคุมพื้นที่ทางเหนือและตะวันตกของเยเมน ประกาศปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบีย และโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย 2 ลำ ส่งผลให้ซาอุดีอาระเบียต้องเปลี่ยนเส้นทางส่งน้ำมันหลายล้านบาร์เรลต่อวันผ่านทางท่อส่งน้ำมันไปยังทะเลแดงแทน เพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกอิหร่านปิดกั้น
จากนั้นกองกำลังผสมนำโดยซาอุดีอาระเบียได้ตอบโต้ด้วยการทิ้งระเบิดใส่ฐานที่มั่นทางทหารและโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมของกลุ่มฮูตีในเมืองโฮเดดาห์ (Hodeidah)
ความกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นทันที 7% ทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ก่อนที่จะปรับตัวลดลงมาเหนือระดับ 96 ดอลลาร์เล็กน้อยในเวลาต่อมา
วิกฤตการณ์ครั้งนี้กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเส้นทางการค้าและห่วงโซ่อุปทานโลก ต้นทุนค่าประกันภัยการขนส่งสินค้าทางเรือผ่านทะเลแดงตอนใต้พุ่งขึ้นเป็นสองเท่าสำหรับบางบริษัท ขณะที่เรือบรรทุกน้ำมันหลายลำถูกบังคับให้ต้องเปลี่ยนเส้นทางไปอ้อมทวีปแอฟริกาซึ่งใช้ระยะเวลายาวนานกว่ามากเพื่อเดินทางสู่เอเชีย
นอกจากนี้ ปริมาณเรือบรรทุกน้ำมันที่สัญจรผ่านจุดยุทธศาสตร์อย่างช่องแคบฮอร์มุซ ร่วงลงเหลือเพียง 1 ลำ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางความเสี่ยงและภัยคุกคามที่เพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาค จนสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐต้องออกประกาศเตือนให้พลเมืองของตนในตะวันออกกลางเพิ่มความระมัดระวังและเฝ้าระวังภัยขั้นสูงสุด
ขณะเดียวกัน มีรายงานว่ารัฐบาลปากีสถานกำลังพยายามเป็นตัวกลางในการรื้อฟื้นการเจรจาระหว่างสหรัฐและอิหร่าน โดยได้รับการสนับสนุนผลักดันจากรัฐบาลจีน


