สื่อกัมพูชาตั้งข้อสังเกต นายกรัฐมนตรีไทยและกัมพูชาจะเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมเอไอโลกประจำปี 2026 ตามคำเชิญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง หรือจีนต้องการให้คุยแก้ปัญหาชายแดน
เว็บไซต์พนมเปญโพสต์ รายงานว่า นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ของไทย และนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนตของกัมพูชา มีกำหนดเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมเอไอโลก 2026 WAIC ในเซี่ยงไฮ้ ตามคำเชิญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พร้อมตั้งคำถามว่า หรือจีนกำลังผลักดันให้สองคนนี้คุยกันเรื่องชายแดน เพราะไม่ได้พบปะเจรจากันเลยตั้งแต่เดือน ธ.ค.
ในการเดินทางไปจีนระหว่างวันที่ 15-17 ก.ค.นั้น จะมีนายปรัก สุคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายเตีย เซยฮา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนายสัน จันทล รองประธานสภาพัฒนากัมพูชา (ซีดีซี) คนที่ 1 เดินทางไปกับนายมาเนตด้วย ขณะที่นายอนุทินมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไปร่วมทีม นายกฯ ไทยและกัมพูชามีกำหนดพบกับประธานาธิบดีสีและนายกรัฐมนตรีหลี่เฉียง
แถลงการณ์จากกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา ระบุ “การเยือนเพื่อปฏิบัติงานในครั้งนี้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นร่วมกันระหว่างกัมพูชาและจีนในการกระชับมิตรภาพอันยาวนานและส่งเสริมความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน”
"ทั้งยังเป็นแรงผลักดันใหม่ในการเร่งดำเนินการตามความตกลงหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม เสริมสร้างกรอบความร่วมมือระดับเพชร และสร้างประชาคมกัมพูชา-จีนที่ยั่งยืนและมีอนาคตร่วมกันในยุคใหม่”
ขณะที่แถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศไทยระบุ
“การเยือนครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างครอบคลุมระหว่างไทยและจีนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศ”
พนมเปญโพสต์รายงานว่า นายมาเนตและนายอนุทิน เข้าร่วมการประชุม ASEAN Future Forum ครั้งที่ 3 ในกรุงฮานอยของเวียดนามเมื่อต้นเดือน มิ.ย. นายกรัฐมนตรีทั้งสองคนจับมือกันถ่ายรูป แต่ไม่มีการหารือเพื่อแก้ไขข้อพิพาทชายแดนที่ดำเนินอยู่
นักวิเคราะห์แนะว่า จีนจะใช้สถานะคู่ค้าใหญ่สุดของตนเองผลักดันให้ไทยและกัมพูชาหาทางออก
คิน เพีย ราชบัณฑิตกัมพูชา กล่าวว่า อุปสรรคสำคัญสำหรับการหาทางออกอาจจะอยู่ที่ใคร “ถืออำนาจตัวจริง” ในประเทศไทย
“กองทัพไทยไม่ได้ดำเนินการตามมาตรการที่รัฐบาลพลเรือนตกลงกับฝ่ายกัมพูชา พวกเขาปล่อยให้กองทัพกระทำการตามอำเภอใจ รวมถึงการรุกล้ำดินแดนอธิปไตยของกัมพูชา” เพีย ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของราชบัณฑิตกัมพูชากล่าว พร้อมเสริม
“จีนควรผลักดันให้ทั้งสองประเทศพบปะเจรจาและแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี ผ่านช่องทางการทูตหรือวิธีการปรึกษาหารืออื่นๆ โดยยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ จีนควรมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในฐานะผู้ไกล่เกลี่ย เพื่อให้ทั้งสองประเทศสามารถแก้ไขความขัดแย้ง ยุติความตึงเครียด และกลับคืนสู่สภาวะปกติ” เพียกล่าวและว่า เจตนารมณ์นี้ถูกประกาศในฉันทามติฝู่เซียน ที่บรรลุกันในเดือน ธ.ค.2025
“ประเทศไทยต้องถูกบังคับให้เคารพฉันทามติ พวกเขาต้องถอนทหารออกจากพื้นที่ที่ถูกยึดครอง กลับสู่โต๊ะเจรจา และร่วมมือกับคณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) โดยไม่ล่าช้าอีกต่อไป” ราชบัณฑิตกัมพูชากล่าว
ที่มา: พนมเปญโพสต์


