หนังเล่าโลกชวนดูภาพยนตร์เก่า ย้อนยุคถึงเหตุการณ์ทางการเมืองในสเปนช่วงทศวรรษ 1930 แต่ยังตั้งคำถามให้เชื่อมโยงถึงสถานการณ์การเมืองไทย
ห่างหายไม่ได้ดูหนังไปพักใหญ่ แถมยังเจ็บป่วยต่อด้วยติดภารกิจในต่างแดนจนพลาดเทศกาลหนังยุโรปไปจนได้ กระทั่งวันก่อนขณะเล่นเฟซบุ๊กหาโปรแกรมหนังดู ทราบข่าวกลุ่มสังคมนิยมแรงงานจัดฉายภาพยนตร์เรื่อง “ดินและเสรีภาพ” (Land and Freedom) พร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหลังดูหนังจบ อ๊ะ! นี่แหละหนังที่เราต้องดู
Land and Freedom เป็นภาพยนตร์สงคราม-การเมืองผลงานการกำกับของเคน โลช ในปี 1995 บอกเล่าเหตุการณ์ในช่วงสงครามกลางเมืองสเปนระหว่างฝ่ายสาธารณรัฐกับฝ่ายฟาสซิสต์ หนังเปิดเรื่องด้วยมรณกรรมของชายชรานาม เดฟ คาร์ สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์อังกฤษ หลานสาวมาพบเขาเสียชีวิตเพียงลำพังในที่พัก และเมื่อต้องจัดการกับข้าวของที่ผู้ตายหลงเหลือไว้ หญิงสาวพบกระเป๋าเดินทางใบหนึ่งภายในบรรจุข่าวหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ ภาพถ่าย ผ้าพันคอสีแดงบรรจุก้อนดิน และจดหมายถึงหญิงคนรัก สิ่งของเหล่านี้ถ่ายทอดความทรงจำของเดฟที่เคยเดินทางไปสเปนในปี 1936 เพื่อร่วมรบต้านฝ่ายฟาสซิสต์
เดฟไปสเปนตั้งใจจะเข้าร่วมกองพลนานาชาติแต่กลับเข้าร่วมกองกำลังอาสาสมัครของพรรค POUM (Workers' Party of Marxist Unification) ซึ่งเป็นกลุ่มมาร์กซิสต์ที่มีจุดยืนแตกต่างจากฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่สนับสนุนโจเซฟ สตาลินแทน ระหว่างการสู้รบ เดฟได้เห็นทั้งความสามัคคีของอาสาสมัครจากหลายประเทศ (อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี) ความโหดร้ายของสงคราม ความรักและมิตรภาพ และที่สำคัญคือ ความแตกแยกภายในฝ่ายต่อต้านฟาสซิสต์เอง ซึ่งกลายเป็นประเด็นหลักของเรื่อง
Land and Freedom ไม่ได้เป็นเพียงหนังสงคราม แต่ตั้งคำถามทางการเมืองหลายเรื่อง เช่น ควรให้ความสำคัญกับการปฏิวัติสังคมหรือการชนะสงครามก่อน ภาพที่เห็นชัดที่สุดคือความขัดแย้งระหว่างฝ่ายซ้ายหลายกลุ่ม เช่น คอมมิวนิสต์ สังคมนิยม และอนาธิปไตย รวมไปถึงผลกระทบของการแทรกแซงทางการเมืองต่อแนวรบ ความหมายของอุดมการณ์และการเสียสละของคนธรรมดา
ฉากที่ได้รับการกล่าวถึงมากคือการประชุมของชาวบ้านในหมู่บ้านที่เพิ่งได้รับการปลดปล่อย ซึ่งทุกคนถกเถียงกันว่าจะยึดที่ดินมาเป็นของส่วนรวมทันทีหรือควรรอจนสงครามจบก่อน ฉากนี้สะท้อนความขัดแย้งทางอุดมการณ์ของฝ่ายสาธารณรัฐได้อย่างชัดเจน สุดท้ายฝ่ายของเดฟแตกพ่าย หญิงคนรักถูกยิงเสียชีวิต เดฟต้องเดินทางกลับอังกฤษพร้อมห่อเศษดินสเปนมาในผ้าพันคอแดง ที่หลานสาวมาค้นพบในภายหลัง กลายเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์ปฏิวัติจากคนรุ่นหนึ่งสู่รุ่นถัดไป
ผู้ชมคนหนึ่งตั้งคำถามว่า ทำไมต้องนำภาพยนตร์ที่กล่าวถึงเหตุการณ์เก่าแก่ ตั้งแต่ทศวรรษ 1930 มาฉาย เสาวลักษณ์ โพธิ์งาม สมาชิกกลุ่มสังคมนิยมแรงงาน หนึ่งในผู้ร่วมอภิปรายเล่าว่า ต้องการสะท้อนภาพสังคมสเปนที่เหมือนกับไทยหลายอย่าง เช่น ก่อนเกิดสงครามกลางเมือง สเปนที่เคยเป็นเจ้าอาณานิคมได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (The Great Depression) สินค้าส่งออกไม่ได้ คนตกงาน ชนชั้นปกครองของทั้งโลกไม่สามารถแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจนี้ได้ ต้องใช้วิธีปลดข้าราชการออกเพราะรัฐบาลไม่มีงบประมาณ คล้ายๆ กับปัจจัยที่นำไปสู่การปฏิวัติ 2475 ของไทย หรือปัจจุบันการต่อสู้ของฝ่ายประชาชนตกต่ำเพราะมัวแต่ทะเลาะกันเอง เป็นต้น ฟังเหตุผลของคนจัดงานก็นับว่าเข้าทีเหมาะกับสังคมไทยจริงๆ
ทราบเพิ่มเติมว่า กลุ่มสังคมนิยมแรงงานไม่จัดกิจกรรมฉายภาพยนตร์การเมืองมานับสิบปีแล้ว คราวนี้เพิ่งมาเริ่มต้นใหม่ และจะหาโอกาสจัดฉายภาพยนตร์เรื่อยๆ คนที่สนใจหนังการเมืองหนักๆ มีประเด็นให้คิดติดตามข่าวสารกันได้ที่เพจของกลุ่ม หรือถ้าใครไม่สะดวกไปหนังเล่าโลกก็ขออาสาไปดูแทนแล้วจะมาเล่าให้ฟัง


