วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม 2569

Login
Login

'โมดี' เดินสายผนึกอินโด-แปซิฟิก อุดช่องโหว่รับอิทธิพล 'จีน' พุ่ง 'สหรัฐ' ถอย

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย เดินหน้ายกระดับความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศอินโด-แปซิฟิก ผ่านการเยือน 3 ชาติพันธมิตร เพื่อลงนามข้อตกลงสำคัญทั้งด้านกลาโหม พลังงาน และแร่สำคัญ สะท้อนความพยายามของขั้วอำนาจในภูมิภาคที่ต้องเร่งผนึกกำลังเพื่อแบกรับภาระด้านความมั่นคงด้วยตนเอง ท่ามกลางอิทธิพลของจีนที่แผ่ขยาย และความไม่แน่นอนจากบทบาทของสหรัฐที่กำลังลดลง

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา อินเดียได้ยกระดับบทบาทเชิงรุกในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีการลงนามในข้อตกลงหลายฉบับ ตั้งแต่การขายขีปนาวุธร่อนความเร็วเหนือเสียงบราห์มอส (BrahMos) ให้กับอินโดนีเซีย ไปจนถึงการจับมือเป็นพันธมิตรด้านกลาโหม พลังงาน และแร่สำคัญกับออสเตรเลีย ตลอดจนข้อตกลงกับญี่ปุ่นก่อนหน้านี้ ซึ่งตอกย้ำถึงความทะเยอทะยานของรัฐบาลนิวเดลีในการก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นทางยุทธศาสตร์รายใหญ่ของภูมิภาค

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดด้านความมั่นคงที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่จีนทดสอบขีปนาวุธทิ้งตัว (Ballistic missile) ที่สามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ในมหาสมุทรแปซิฟิก เพียงหนึ่งวันก่อนที่นายกฯ โมดีจะเดินทางเยือนอินโดนีเซีย ซึ่งการทดสอบที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักนี้ได้สร้างความกังวลและเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายประเทศต่อการแผ่ขยายอำนาจทางทหารของรัฐบาลปักกิ่ง

วิกรม มีศรี ปลัดกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย เผยว่าประเด็นการยิงขีปนาวุธของจีนถูกหยิบยกขึ้นมาหารืออย่างจริงจังระหว่างการพบปะทวิภาคีกับ แอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย โดยทั้งสองชาติเตรียมยกระดับความร่วมมือเพื่อรักษาสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพในพื้นที่อินโด-แปซิฟิก

สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของประเทศในอินโด-แปซิฟิกที่ต้องหันมาแบกรับภาระด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจด้วยตนเองมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ได้กดดันให้ชาติพันธมิตรร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในภูมิภาคเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งตั้งกำแพงภาษีต่อทั้งพันธมิตรและคู่แข่ง และถึงขั้นตัดคำว่า "อินโด" ออกจากชื่อกองบัญชาการทหารสหรัฐประจำภูมิภาค แม้เจ้าหน้าที่จะยืนยันว่าภารกิจหลักทางการทหารยังคงเดิมก็ตาม

อโศก มาลิก ประธานฝ่ายอินเดียจาก The Asia Group บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำ ชี้ให้เห็นว่า การก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของจีนกำลังสร้างภูมิทัศน์ใหม่ และเห็นได้ชัดว่าบทบาทของสหรัฐในภูมิภาคกำลังลดลง ประเทศอื่นๆ จึงต้องพยายามรวมตัวกันเพื่ออุดช่องว่างนี้เท่าที่จะทำได้ และข้อตกลงต่างๆ ล้วนชี้ไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือแต่ละประเทศกำลังนำทรัพยากรมารวมศูนย์กันในด้านต่างๆ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ แร่สำคัญ ความมั่นคงทางทะเล และกลาโหม เพื่อลดความเปราะบางจากการถูกกดดันโดยทั้งสหรัฐและจีน

แนวคิดนี้สอดคล้องกับ คริสโตเฟอร์ ลักซอน นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ที่ระบุว่าภูมิภาคนี้กำลังเกิดการสร้างพันธมิตรแบบ "เครือข่ายขนาดย่อม" (Mini-latticeworks) หรือข้อตกลงพหุภาคีในกลุ่มประเทศเล็กๆ โดยนิวซีแลนด์เองก็มีแผนที่จะเข้าร่วมสนธิสัญญาความมั่นคงมหาสมุทรแห่งสันติภาพ (Ocean of Peace) ที่ออสเตรเลียและฟิจิเพิ่งลงนามร่วมกันเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระดับภูมิภาคที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ในการเดินสายทางการทูตครั้งนี้ โมดีพยายามเน้นย้ำถึง "ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน" ว่าเป็นสินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของภูมิภาค ซึ่งถือเป็นการชูจุดขายของอินเดียในฐานะพันธมิตรที่พึ่งพาได้ ในยุคที่รัฐบาลประเทศต่างๆ ต้องการกระจายความเสี่ยงและไม่อยากถูกบีบให้ต้องเลือกข้างระหว่างสหรัฐกับจีน

ออสเตรเลียยังได้ตกลงที่จะจัดหายูเรเนียมสำหรับโครงการนิวเคลียร์พลเรือนของอินเดีย พร้อมขยายความร่วมมือด้านพลังงาน นอกจากนี้ทั้งสองชาติ ยังได้ริเริ่มโครงการห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีและแร่สำคัญ เพื่อลดการพึ่งพาจีนในฐานะแหล่งทรัพยากรและวัตถุดิบหลัก

การเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ทั้งการจัดหาแหล่งถ่านหิน ก๊าซ และแร่สำคัญ กลายเป็นหัวใจหลักของการทูตอินเดียในยุคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน ได้ตอกย้ำให้เห็นถึงความเสี่ยงมหาศาลของระบบเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางมากเกินไป

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลนิวเดลีจะพยายามเร่งเดินหน้ากระชับความร่วมมือทางยุทธศาสตร์กับมิตรประเทศในอินโด-แปซิฟิกอย่างเต็มที่ แต่อินเดียก็ยังคงเผชิญกับข้อจำกัดที่อุตสาหกรรมในประเทศยังคงต้องพึ่งพาจีนในด้านเครื่องจักรกลและวัตถุดิบตั้งต้นสำหรับการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มแร่หายาก ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่งผลให้อินเดียยังคงต้องรักษาสมดุลอำนาจ และสงวนท่าทีในการพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์กับรัฐบาลปักกิ่งควบคู่กันไปอย่างระมัดระวังในอนาคต