สำนักข่าว Reuters รายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ที่ผ่านมา กองทัพรัสเซีย เปิดฉากโจมตียูเครนด้วยขีปนาวุธ และโดรน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย และบาดเจ็บอีกหลายสิบคน ขณะที่ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ออกมาเรียกร้องให้มีการยกระดับความพยายามทางการทูต เพื่อเร่งรัดให้พันธมิตรส่งมอบอาวุธยุทโธปกรณ์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ท่ามกลางภาวะขาดแคลนระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ทำให้กรุงเคียฟตกอยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบาง
เซเลนสกี เน้นย้ำในแถลงการณ์ผ่านวิดีโอว่า ยูเครนกำลังเตรียมปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงานทางการทูต เพื่อยกระดับความร่วมมือกับชาติพันธมิตรให้มั่นใจว่าข้อตกลงการจัดหาอาวุธจะได้รับการบรรลุผลและนำไปปฏิบัติใช้ได้อย่างรวดเร็วและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
เซเลนสกีได้อ้างอิงถึงข้อตกลงที่ทำร่วมกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ในสัปดาห์นี้ ซึ่งมอบใบอนุญาตให้ยูเครนสามารถผลิตขีปนาวุธสกัดกั้นแพทริออต (Patriot) ได้เอง ปัจจุบัน ยูเครนกำลังเผชิญกับวิกฤตขาดแคลนเครื่องกระสุนสำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศ Patriot อย่างหนัก ส่งผลให้ในช่วงเดือนที่ผ่านมา แทบไม่สามารถสกัดกั้นขีปนาวุธทิ้งตัว (Ballistic missiles) ของรัสเซียที่พุ่งด้วยความเร็วหลายเท่าของเสียงได้เลย รัฐบาลเคียฟจึงได้ร้องขอให้พันธมิตรเร่งจัดส่งเครื่องกระสุน พร้อมผลักดันให้ยุโรปร่วมมือกับยูเครนในการพัฒนาระบบป้องกันภัยทางอากาศต้านขีปนาวุธของตนเอง
การโจมตีครั้งล่าสุดสร้างความเสียหายในหลายพื้นที่ โดยระเบิดร่อน (Glide bombs) 2 ลูกได้ตกลงในย่านชุมชนเมืองซูมี (Sumy) ทางตอนเหนือ ซึ่งมักตกเป็นเป้าหมายของรัสเซีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย และบาดเจ็บ 30 ราย ระเบิดลูกหนึ่งตกลงที่ป้ายรถประจำทาง สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อรถบัสและอาคารที่พักอาศัยโดยรอบ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่า ในพื้นที่ชายแดนของแคว้นซูมี ซึ่งรัสเซียพยายามขยายเขตกันชน (Buffer zone) มีชายคนหนึ่งเสียชีวิตจากการเหยียบกับระเบิด
ขณะเดียวกัน ระเบิดร่อนยังทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 10 รายในเมืองซาปอริซเซีย (Zaporizhzhia) ทางตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนที่เมืองท่าโอเดสซา (Odesa) การโจมตีด้วยขีปนาวุธทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บ 1 ราย และที่เมืองคาร์คิฟ (Kharkiv) โดรนได้พุ่งชนนิคมอุตสาหกรรมพลเรือน ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 7 ราย
ทางด้านกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 12 รายจากการโจมตีข้ามคืน ประธานาธิบดีเซเลนสกีระบุว่า โครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนถูกโจมตีตั้งแต่ก่อนที่จะมีสัญญาณเตือนภัยทางอากาศ แม้กองกำลังป้องกันจะสามารถสกัดกั้นเป้าหมายส่วนใหญ่ได้ แต่ก็ไม่สามารถรับมือกับขีปนาวุธทิ้งตัวได้ ทั้งนี้ กองทัพอากาศยูเครนรายงานว่า รัสเซียได้ยิงขีปนาวุธทิ้งตัว 6 ลูก ขีปนาวุธร่อน (Cruise missiles) 6 ลูก และโดรน 121 ลำ เข้าโจมตีในช่วงข้ามคืน โดยฝ่ายยูเครนสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธร่อนได้อย่างน้อย 2 ลูก และโดรน 111 ลำ การยกระดับการโจมตีกรุงเคียฟในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในเดือนนี้แล้วกว่า 60 ราย
กองทัพยูเครน ตอบโต้ด้วยการกดดันระบบโลจิสติกส์ทางทหารของรัสเซียในพื้นที่ยึดครองทางตอนใต้ โดยมุ่งเป้าตัดเสบียงเชื้อเพลิงและอาวุธ ผ่านการใช้โดรนโจมตีลึกเข้าไปในแนวหลัง โรเบิร์ต บรอฟดิ (Robert Brovdi) หัวหน้ากองกำลังโดรนของยูเครน เปิดเผยว่า หน่วยของเขาได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 21 ลำ รวมถึงเรือบรรทุกสินค้าและเรือสนับสนุนอีก 7 ลำในทะเลอาซอฟ (Sea of Azov) ในช่วงข้ามคืน ทำให้ยอดรวมเรือที่ถูกโจมตีในสัปดาห์นี้เพิ่มขึ้นเป็น 76 ลำ
ด้านรัสเซียรายงานการสูญเสียเช่นกัน โดยเจ้าหน้าที่ในแคว้นโดเนตสก์ (Donetsk) ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซีย ระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 1 รายจากการที่โดรนพุ่งชนรถยนต์ และบาดเจ็บ 9 รายจากการโจมตีรถบัสใกล้ทะเลอาซอฟ นอกจากนี้ ทางการรัสเซียยังรายงานเหตุโจมตีด้วยโดรนใส่เรือ 4 ลำ ในอ่าวตากันร็อก (Taganrog Bay) ซึ่งรวมถึงเรือบรรทุกสารเมทานอล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย
ประธานาธิบดีเซเลนสกี ได้ระบุว่า เป้าหมายหลักของยุทธศาสตร์การรุกคืบด้วยโดรนของยูเครนในขณะนี้ คือการบีบให้ทางการรัสเซียยอมกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา แต่จนถึงปัจจุบัน ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ยังคงไม่มีท่าทีใดๆ ที่บ่งชี้ถึงความเต็มใจที่จะยอมผ่อนปรนจุดยืนของตนเองลง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งยังคงเป็นความท้าทายสำคัญที่ไม่อาจหาข้อยุติได้ในเร็ววันนี้


