วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม 2569

Login
Login

สำรวจ 'อำนาจทรัมป์' เป็นไปได้หรือไม่ ที่จะตัดขาดการค้ากับ 'สเปน'

สำรวจ 'อำนาจทรัมป์' มีเครื่องมืออะไรบ้างที่จะสามารถตัดขาดทางการค้ากับสเปนได้ แต่การใช้จ่ายกลาโหมไม่เป็นไปตามเป้าของสเปน ถือเป็นเรื่องด่วนที่สหรัฐต้องทำขนาดนี้เลยหรือ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกคำสั่งคว่ำบาตรทางการค้ากับสเปนเมื่อวันพุธ (8 ก.ค.) ที่ผ่านมา โดยขอให้สกอตต์ เบสเซนต์ ขุนคลังสหรัฐตัดขาดการค้าทั้งหมดกับสเปน รวมถึงการไปมาหาสู่กัน ท่ามกลางความตึงเครียดเกี่ยวกับการใช้จ่ายด้านกลาโหม

รอยเตอร์รายงานว่ากระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐจะร่วมกันเสนอ “รายการสินค้าสเปนที่อาจถูกคว่ำบาตร” ให้ประธานาธิบดีทรัมป์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า บ่งชี้ว่าการตัดขาดการค้าอาจกระทบสินค้าเพียงบางส่วน

ขอบเขตอำนาจทรัมป์

ทนายความด้านการค้ากล่าวว่า ทรัมป์ยังคงสามารถใช้ “กฎหมายว่าด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA)” ในการคว่ำบาตรการค้า หรือคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อประเทศใดประเทศหนึ่ง แม้ศาลฎีกาสหรัฐมีคำตัดสินเมื่อเดือน ก.พ. คัดค้านการใช้กฎหมาย IEEPA ของทรัมป์ เพื่อเรียกเก็บภาษีนำเข้าแล้วก็ตาม

ในการนำกฎหมาย IEEPA มาใช้ ทรัมป์ต้องประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติเนื่องด้วยมี “ภัยคุกคามที่ผิดปกติหรือร้ายแรงเป็นพิเศษ” ต่อความมั่นคงแห่งชาติ นโยบายต่างประเทศ หรือเศรษฐกิจของสหรัฐ กฎหมายดังกล่าวนำมาใช้เป็นวงกว้างต่อการจำกัดการค้ากับอิหร่าน รัสเซีย และเกาหลีเหนือ และระงับการทำธุรกรรมด้วยสกุลเงินดอลลาร์ของบริษัท บุคคล และหน่วยงานต่างๆ นับพันแห่งที่ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามด้านการก่อการร้ายหรือความมั่นคงของชาติ

แต่ปีเตอร์ เชน ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก กล่าวว่า เป็นการยากที่จะเข้าใจว่า 1 ในสมาชิกนาโตจากทั้งหมด 32 ที่พลาดการดำเนินการตามเป้าหมายใช้จ่ายกลาโหม 3% ของจีดีพี เป็นเรื่องฉุกเฉินสำหรับสหรัฐอย่างไร

มายูร์ พาเทล อดีตที่ปรึกษาด้านการค้าของพรรครีพับลิกันในคณะกรรมการการเงินวุฒิสภาสหรัฐ บอกว่า ศาลฎีกาไม่ได้ตัดสินเกี่ยวกับลักษณะของมาตรการฉุกเฉินด้านภาษีของทรัมป์ ทำให้ความสามารถของทรัมป์ในการประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติยังคง “ไม่ได้รับผลกระทบ”

การคว่ำบาตรเสี่ยงกระทบการค้าสหรัฐ-สเปน

ตามข้อมูลจากสำนักงานสำมะโนประชากรแห่งสหรัฐ ระบุว่า การค้าสินค้าสองทางระหว่างสหรัฐและสเปนมีมูลค่าทั้งสิ้น 4.79 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2025 

ข้อมูลจากสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ในด้านบริการ รวมถึงการท่องเที่ยว มีมูลค่า 7.45 หมื่นล้านดอลลาร์ สเปนจึงเป็นคู่ค้ารายใหญ่สุดอันดับ 23 ของสหรัฐ

สหรัฐขายสินค้าให้สเปนมากกว่าซื้อ โดยสหรัฐส่งออก 2.66 หมื่นล้านดอลลาร์ไปสเปนในปี 2025 และนำเข้าสินค้าจากสเปน 2.135 หมื่นล้านดอลลาร์ ทำให้สหรัฐมีการค้าเกินดุลกับสเปน 5.25 พันล้านดอลลาร์

ประเภทสินค้าที่สหรัฐนำเข้าจากสเปนมากที่สุดตามข้อมูลสำมะโนประชากร ได้แก่ ยา หม้อแปลงไฟฟ้าและเครื่องแปลงพลังงาน ผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เครื่องเซรามิกเคลือบ และน้ำมันมะกอก ส่วนสินค้าส่งออกอันดับต้นๆ ของสหรัฐไปยังสเปน ได้แก่ ยา น้ำมันดิบ เครื่องบินพลเรือน และข้าวโพด

รอยเตอร์ระบุว่า การคว่ำบาตรอาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนทวิภาคีด้วย ซึ่งตามข้อมูลหอการค้าอเมริกันในสเปนซึ่งอ้างอิงยูโรสแตท ระบุว่า บริษัทสเปนได้ลงทุนในสหรัฐ ไปแล้ว 1.11 แสนล้านดอลลาร์ ทำให้สหรัฐเป็นจุดหมายปลายทางการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลกของบริษัทสเปน

ขณะที่สหรัฐเป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดของสเปน โดยมีการลงทุนเพื่อการผลิตมากกว่า 1.324 แสนล้านดอลลาร์ และจ้างงานประมาณ 200,000 ตำแหน่งทั่วประเทศ

จะเกิดอะไรขึ้นกับการเดินทาง?

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าทรัมป์จะจำกัดการเดินทางของชาวสเปนไปสหรัฐอย่างไร ซึ่งตอนนี้นักฟุตบอลทีมชาติสเปนยังคงอยู่สหรัฐและพวกเขามีแข่งขันในวันศุกร์ (10 ก.ค.)

ทรัมป์ยังไม่ได้ระบุด้วยว่าการห้ามเดินทางจะใช้กับผู้ที่ต้องการเดินทางไปสเปนด้วยหรือไม่ ซึ่งการใช้จ่ายของพวกเขาในสเปนถือเป็นการนำเข้าบริการมายังสหรัฐ

ข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติสเปน (INE) พบว่า ในปี 2025 มีชาวอเมริกันประมาณ 4.45 ล้านคนเดินทางไปสเปนและพักนานกว่าหนึ่งวัน เพิ่มขึ้น 4.3% จากปี 2024

ชาวอเมริกันคิดเป็นประมาณ 4.6% ของจำนวนนักท่องเที่ยวในสเปนทั้งหมด 96.8 ล้านคนในปี 2026 และเป็นประเทศนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนสเปนมากเป็นอันดับ 6 รองจากอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และเนเธอร์แลนด์

ข้อมูลของธนาคารแห่งสเปน นักท่องเที่ยวจากสหรัฐเป็นแหล่งรายได้จากการท่องเที่ยวมากเป็นอันดับ 4 ของสเปน โดยมีมูลค่า 6.15 พันล้านยูโรในปี 2024 ธนาคารระบุด้วยว่า ชาวอเมริกันมักจะพักนานกว่าและใช้จ่ายต่อทริปมากกว่านักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นๆ

มีทางเลือกอื่นหรือไม่

พาเทลกล่าวว่า ภายใต้กฎหมาย IEEPA ทรัมป์สามารถใช้มาตรการคว่ำบาตรแบบเลือกเฉพาะได้ เช่นเดียวกับที่เขาและอดีตปธน.โจ ไบเดน เคยทำกับรัสเซีย โดยอนุญาตให้นำเข้าสินค้าบางชนิดที่ถือว่าจำเป็นได้ ซึ่งในกรณีของรัสเซีย สินค้าจำเป็นได้แก่ ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ ปุ๋ย และแพลเลเดียม

สำหรับสเปน ก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยยกเว้นภาษีให้กับชิ้นส่วนเครื่องบินจากสเปน ดังนั้นชิ้นส่วนกังหันเครื่องยนต์เจ็ทจากบริษัท ITP Aero ของสเปน ซึ่งใช้โดยบริษัท General Electric และ Pratt & Whitney อาจเป็นตัวเลือกที่ได้รับการยกเว้นก็เป็นได้

ทรัมป์ยังมีเครื่องมืออื่นๆ อีกในการกำหนดมาตรการภาษีหรือออกมาตรการตอบโต้ทางการค้าอื่นๆ รวมถึง “มาตรา 301 ของกฎหมายการค้า 1974” กฎหมายว่าด้วยการค้าที่ไม่เป็นธรรมที่รัฐบาลทรัมป์กำลังเสนอเพื่อเรียกเก็บภาษีต่อสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานบังคับ จากประเทศคู่ค้า 60 ประเทศ รวมถึงสหภาพยุโรป

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังมีกฎหมายการค้ายุคสงครามเย็น, มาตรา 232 ของกฎหมายขยายการค้า ปี 1962 ที่เขาใช้ปกป้องรถยนต์ เหล็ก อะลูมิเนียม และอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่สำคัญต่อความมั่นคงแห่งชาติ

แต่ปัจจัยที่ทำให้การดำเนินการทางการค้าใดๆ ต่อสเปนมีความซับซ้อนมากขึ้นก็คือ สหภาพยุโรป (อียู) เป็นผู้กำหนดนโยบายการค้าต่อประเทศสมาชิก และกำหนดให้มีการปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียมกันทั่วทั้งกลุ่ม แต่สหรัฐเคยขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีศุลกากรกับประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปแต่ละประเทศเดี่ยวๆ มาก่อนแล้ว

กระทรวงพาณิชย์ยังสามารถกำหนดเป้าหมายการตรวจสอบการทุ่มตลาดและการให้เงินอุดหนุนแก่สินค้านำเข้าบางรายการจากสเปนได้อีกด้วย โดยในสมัยที่ทรัมป์เป็นปธน.วาระแรก สหรัฐได้กำหนดภาษี 30% ต่อสินค้ามะกอกดำ เพื่อต่อต้านการทุ่มตลาด โดยกระทรวงพาณิชย์ตัดสินว่าพวกเขาได้รับประโยชน์จากเงินอุดหนุนที่ไม่เป็นธรรม

ทรัมป์เคยขู่สเปนมาก่อน

การลงโทษทางการค้าของสหรัฐตอ่สเปน ครั้งแรกเกิดขึ้นในเดือน ต.ค. 2025 เมื่อทรัมป์กล่าวว่า เขาอาจลงโทษสเปนด้วยภาษี สำหรับการที่สเปนปฏิเสธที่จะเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมเป็น 5% ของจีดีพี ในการประชุมสุดยอดนาโตที่กรุงเฮกครั้งก่อน

เมื่อเดือนมีนาคมปีนี้ ทรัมป์ยังได้สั่งให้เบสเซนต์และเจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้า เริ่มการสอบสวนเพื่อคว่ำบาตรสินค้าทั้งหมดจากสเปน ปัจจุบัน ยังไม่มีการเปิดเผยการสอบสวนดังกล่าวแต่อย่างใด

ทั้งนี้ การใช้จ่ายกลาโหมของสเปนคาดว่าจะถึง 4.04 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีนี้ หรือเท่ากับ 2% ของจีดีพี ตามการคาดการณ์ของนาโต ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับ 1.28 ล้านดอลลาร์ ในตอนที่นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ เข้ารับตำแหน่งในปี 2018

จากข้อมูลของเจ้าหน้าที่รัฐบาลสเปนที่อ้างข้อมูลจากนาโต ระบุว่า ในปี 2025 สเปนเป็นประเทศที่ใช้จ่ายด้านกลาโหมมากเป็นอันดับ 7 ของนาโต โดยได้ระดมเงินสนับสนุนยูเครนรวมทั้งสิ้น 3.795 พันล้านยูโรมาตั้งแต่ปี 2022