สำนักข่าว Bloomberg อ้างข้อมูลจากทำเนียบเครมลินรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ และประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ได้หารือร่วมกันผ่านทางโทรศัพท์เป็นเวลานานถึง 85 นาทีเมื่อวันที่ 4 ก.ค. ที่ผ่านมา ครอบคลุมประเด็นสงครามยูเครน ความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน และการประชุมสุดยอดนาโต (NATO) ที่จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า
ยูริ อูชาคอฟ (Yuri Ushakov) ผู้ช่วยด้านนโยบายต่างประเทศของทำเนียบเครมลิน เปิดเผยว่า ปูตินได้กล่าวแสดงความยินดีกับทรัมป์เนื่องในวาระครบรอบ 250 ปี วันประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา ก่อนที่ผู้นำทั้งสองจะเปลี่ยนเข้าสู่ประเด็นความขัดแย้งในยูเครน
ในการหารือครั้งนี้ ทรัมป์ได้กล่าวย้ำถึงความพร้อมที่จะช่วยนำพาสงครามไปสู่จุดสิ้นสุดโดยเร็ว ขณะที่รัฐบาลมอสโกยืนยันว่าตนยังคงสนับสนุนการยุติปัญหาด้วยแนวทางทางการเมืองและการทูต โดยจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์หลักของรัสเซียเป็นสำคัญ
การสนทนายังครอบคลุมถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมสุดยอดนาโต ณ กรุงอังการา ระหว่างวันที่ 7-8 ก.ค. นี้ โดยอูชาคอฟระบุว่า สตีฟ วิตคอฟฟ์ และ จาเร็ด คุชเนอร์ ทูตพิเศษของสหรัฐ จะยังคงพยายามอำนวยความสะดวกในการเจรจาต่อไป และเตรียมพร้อมที่จะเดินทางเยือนกรุงมอสโกเพื่อหารือเพิ่มเติม
ทำเนียบเครมลิน ระบุเพิ่มเติมว่า ผู้นำทั้งสองยังได้หารือเกี่ยวกับสถานการณ์อิหร่าน และเห็นพ้องถึงความสำคัญของการรักษาช่องทางการเจรจาทั้งในด้านการทหาร การเมือง และเศรษฐกิจ
การต่อสายตรงครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ทรัมป์กำลังเตรียมความพร้อมก่อนพบกับบรรดาผู้นำนาโต หลังจากที่ทรัมป์ได้เรียกร้องให้พันธมิตรยุโรปเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศ และร่วมรับภาระด้านความมั่นคงของกลุ่มพันธมิตรให้มากขึ้น
นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐ ยังได้ประกาศแผนปรับลดกำลังทหารอเมริกันที่ประจำการอยู่ในยุโรป ตลอดจนลดขนาดการจัดสรรยุทโธปกรณ์ทางทหารให้กับทวีปยุโรปในช่วงเวลาวิกฤตอีกด้วย
ขณะเดียวกัน การหารือระดับผู้นำยังเกิดขึ้นท่ามกลางการยกระดับการโจมตีที่รุนแรงขึ้นระหว่างรัสเซียและยูเครน โดยเมื่อวันที่ 3 ก.ค. ที่ผ่านมา รัสเซียอ้างว่ากองกำลังของตนสามารถยึดเมืองคอสเตียนตินิฟกา (Kostiantynivka) ทางตะวันออกของยูเครนได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ได้ออกมาปฏิเสธคำกล่าวอ้างดังกล่าวเมื่อวันที่ 4 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยย้ำว่าเมืองนี้ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลเคียฟ
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา รัสเซียได้ระดมยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีตลอดยูเครนอย่างหนักหน่วง ซึ่งรวมถึงการโจมตีกรุงเคียฟที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในปีนี้
ส่วนฝั่งยูเครนก็ได้ขยายขอบเขตการใช้โดรนระยะไกลโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย โดยมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและศูนย์ปฏิบัติการทางทหาร
สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายยังคงเดินหน้าโจมตีตอบโต้กันอย่างดุเดือด ก่อนที่ความพยายามทางการทูตรอบใหม่จะเริ่มต้นขึ้น


