วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน 2569

Login
Login

เปิดสนธิสัญญาน้ำสินธุ 66 ปี ปมร้อน‘อินเดีย-ปากีสถาน’ล่าสุด

“น้ำมัน” ทำให้นานาประเทศทำสงครามกันมามากมายแล้ว แต่คราวนี้ น้ำอาจทำให้เกิดสงครามระหว่างสองเพื่อนบ้าน “อินเดีย-ปากีสถาน” ประเทศที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ด้วยกันทั้งคู่

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมปากีสถาน เตือนเมื่อวันศุกร์ (19 มิ.ย.) ว่า ปากีสถาน ยินดีทำสงครามกับอินเดีย ถ้ารู้สึกว่าความมั่นคงทางน้ำของตนถูกคุกคาม หลังชะตากรรมของสนธิสัญญาฉบับสำคัญดูแลแม่น้ำระหว่างสองประเทศกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง

นั่นคือ สนธิสัญญาน้ำสินธุ อายุ 66 ปี ซึ่งเป็นตัวกำหนดวิธีใช้น้ำในแม่น้ำร่วมกัน  อินเดียเป็นฝ่ายระงับสนธิสัญญาดังกล่าวหลังเกิดเหตุการโจมตีก่อการร้ายพุ่งเป้าพลเรือนในแคชเมียร์เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 26 คน เมื่อปีก่อน

ปากีสถาน ปฏิเสธว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการโจมตี ขณะที่อินเดียกล่าวว่าจะไม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญาจนกว่าปากีสถานจัดการกับการก่อการร้ายข้ามพรมแดนได้

เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. อาซิฟ ควาจา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของปากีสถาน จึงประกาศว่า ประเทศของเขาจะพิจารณาใช้ปฏิบัติการทางทหารหากได้รับหลักฐานที่ชัดเจนว่าอินเดียกำลังเคลื่อนไหว “อย่างรวดเร็ว” เพื่อขัดขวางการไหลของน้ำ

รู้จักสนธิสัญญาน้ำสินธุ

สนธิสัญญาน้ำสินธุควบคุมการใช้แม่น้ำในลุ่มน้ำสินธุ ซึ่งเป็นลุ่มน้ำที่อินเดีย ปากีสถาน อัฟกานิสถาน และจีนใช้ร่วมกัน ภายใต้ข้อตกลงนี้ อินเดียมีสิทธิ์เข้าถึงแม่น้ำทางตะวันออกของลุ่มน้ำได้อย่างไม่จำกัดขณะที่ปากีสถานได้รับสิทธิ์ในแม่น้ำทางตะวันตก เรียกได้ว่าผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องนั้นสูงเป็นพิเศษสำหรับปากีสถาน

รายงานของศูนย์เพื่อยุทธศาสตร์และการต่างประเทศศึกษา ซึ่งเป็นกลุ่มคลังสมองในวอชิงตัน ชี้ว่า ชาวปากีสถาน 9 ใน 10 คน ใช้ชีวิตในลุ่มน้ำสินธุ น้ำจากลุ่มน้ำนี้ผ่านระบบชลประทานส่งไปเลี้ยงพืชผลทางการเกษตรมากกว่า 90% ของประเทศ และเป็นแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำส่วนใหญ่ของประเทศ โรงไฟฟ้าพลังน้ำทั้ง 21 แห่งของปากีสถานตั้งอยู่ในลุ่มน้ำนี้

สนธิสัญญากำหนดการใช้แม่น้ำหกสายในลุ่มน้ำสินธุ แม้แม่น้ำเหล่านี้มีต้นกำเนิดจากอินเดียแต่หลายสายไหลสู่ปากีสถานผ่านลุ่มน้ำสาขา ข้อตกลงที่ได้ธนาคารโลกมาช่วยเจรจา จัดสรรน้ำในแม่น้ำสามสายทางตะวันตก ได้แก่ สินธุ เจลุม และเชนับ ให้กับปากีสถาน ส่วนอินเดียได้คุมแม่น้ำฝั่งตะวันออก ได้แก่ รวี บีส และสุทเลจ

สนธิสัญญากำหนดให้อินเดียต้องปล่อยน้ำประมาณ 43 ล้านเอเคอร์-ฟุตไปยังปากีสถานในแต่ละปี ซึ่งคิดเป็นประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของทรัพยากรน้ำผิวดินทั้งหมดของปากีสถาน

สนธิสัญญายังให้สิทธิอินเดียอย่างจำกัดในการใช้แม่น้ำฝั่งตะวันตกเพื่อวัตถุประสงค์นอกเหนือจากการบริโภค เช่น สร้างเขื่อนพลังน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลนิวเดลีใช้มาตรการที่อาจเปลี่ยนการไหลของน้ำอย่างมีนัยสำคัญ หรือกระทำการอันเป็นปรปักษ์ส่งผลต่อการเข้าถึงน้ำของปากีสถาน

เผชิญหน้ากันกว่าหนึ่งปี

เว็บไซต์อินดิเพนเดนท์รายงานว่า อินเดียและปากีสถานเผชิญหน้ากันทางการทูตมากว่าหนึ่งปีนับตั้งแต่ขัดแย้งกันสี่วันในเดือน พ.ค.2025

กระทั่งสองสัปดาห์ก่อน จันทรขัณฑ์ รกุนาถ พาทิล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรน้ำของอินเดียกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี สั่งรัฐบาลทำให้มั่นใจได้ว่า “จะไม่มีน้ำสักหยด” ไหลไปให้ปากีสถาน

“สนธิสัญญาน้ำสินธุยังอยู่ แต่ถูกระงับไว้ชั่วคราว” รัฐมนตรีกล่าว และไม่กี่วันก่อนหน้านี้ สุพรหมณยัม ชัยศังกระ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย กล่าวว่า สนธิสัญญายังคงระงับต่อไป “จนกว่าปากีสถานหยุดยั้งการก่อการร้ายความพรมแดนได้อย่างสมบูรณ์”

เรื่องถึงยูเอ็นเอสซี

ปากีสถานเคยยกประเด็นนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) อ้างว่าอินเดียสร้างเขื่อนอย่างน้อย 17 แห่งบนแม่น้ำหลายสาย หวังสถาปนา “ความเป็นเจ้าด้านพลังน้ำ” อิสฮัก ดาร์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศปากีสถาน เรียกร้องให้ยูเอ็นรับทราบถึง “การละเมิดสนธิสัญญาน้ำสินธุอย่างโจ่งแจ้ง” ของอินเดีย

รานา ซานาอุลลาห์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีปากีสถานฝ่ายการเมือง แจ้งต่อวุฒิสภาเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ว่า หากโครงการเขื่อนแล้วเสร็จ อินเดียจะสามารถหยุดการไหลของน้ำในแม่น้ำเชนับได้เป็นระยะเวลา 60 ถึง 90 วัน

“อินเดียต้องการใช้น้ำเป็นอาวุธเล่นงานปากีสถาน เมื่อใดก็ตามที่พืชผลของเราต้องการน้ำ พวกเขาก็จะหยุดไม่ให้ไหล และเมื่อใดก็ตามที่เราไม่ต้องการ พวกเขาก็จะปล่อยน้ำมาทันทีจนเกิดน้ำท่วมเสียหาย” ซานาอุลลาห์กล่าว

ขณะเดียวกันอินเดียก็วิจารณ์ปากีสถานในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชอาร์ซี) และว่า สนธิสัญญาน้ำสินธุล้าสมัยไม่เหมาะสมกับความจริงในปัจจุบัน รัฐบาลอิสลามาบัดพยายามทำเรื่องระหว่างสองประเทศให้กลายเป็นประเด็นสากล

อนุปมา ซิงห์ เลขานุการเอก ผู้แทนถาวรอินเดียประจำยูเอ็น แถลงในการประชุมยูเอ็นเอชอาร์ซี ครั้งที่ 62 ว่า จุดยืนของอินเดียต่อสนธิสัญญาน้ำสินธุนั้นชัดเจนและได้รับการยอมรับเป็นอย่างดี ประเทศที่ถูกกล่าวหาว่าใช้ลัทธิก่อการร้ายเป็นเครื่องมือของนโยบายรัฐ ย่อมยากที่จะได้ประโยชน์จากความร่วมมืออันมีพื้นฐานมาจากมิตรภาพและความไว้เนื้อเชื่อใจกัน

ก่อนหน้านี้ในเดือน ก.พ. อินเดียกล่าวโดยไม่ได้ระบุถึงโครงการใดว่า โครงการพัฒนาในประเทศ ตั้งอยู่บนพื้นฐาน “ความเข้าใจตนเอง” ของอินเดีย