ทางการรัสเซียประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในคาบสมุทรไครเมียเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ที่ผ่านมา หลังยูเครนเปิดฉากระดมโจมตีด้วยโดรนระลอกใหญ่ ส่งผลให้เกิดวิกฤตไฟฟ้าดับและขาดแคลนเชื้อเพลิงอย่างหนัก ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ได้หารือกับประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโก แห่งเบลารุส ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาค
คาบสมุทรไครเมีย ซึ่งเป็นดินแดนของยูเครนที่ปัจจุบันอยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซีย เป็นหนึ่งในพื้นที่ราว 10 แห่งที่ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีด้วยโดรนของยูเครนในช่วงข้ามคืน กระทรวงกลาโหมรัสเซียเปิดเผยในตอนแรกว่าสามารถสกัดกั้นโดรนได้ 660 ลำ ก่อนที่ตัวเลขจะพุ่งสูงขึ้นเป็น 706 ลำในช่วงต่อมาของวันศุกร์
ขีดความสามารถด้านโดรนของยูเครนพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากบุกโจมตีในปี 2022 ซึ่งช่วยให้รัฐบาลเคียฟสามารถขยายขอบเขตปฏิบัติการทางทหารได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น
การโจมตีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องได้จุดชนวนให้เกิดวิกฤตไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างและภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงในภูมิภาค มิคาอิล ราซโวซาเยฟ ผู้ว่าการที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัสเซีย ระบุว่ายังดำเนินมาตรการจำกัดการใช้ไฟฟ้าอยู่
กองกำลังยูเครนได้มุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในเมืองเซวาสโทพอล (Sevastopol) ริมชายฝั่งทะเลดำ โดย โรเบิร์ต บรอฟดี ผู้บัญชาการหน่วยปฏิบัติการโดรนของยูเครน เปิดเผยว่า สถานีไฟฟ้าย่อยหลักในเซวาสโทพอลถูกโจมตีถึง 7 ครั้งเมื่อวันพุธที่ผ่านมา
การโจมตีเมื่อวันศุกร์เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการที่ยูเครนส่งโดรนโจมตีภูมิภาคมอสโกครั้งใหญ่ที่สุดเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งทำให้ต้องสั่งระงับเที่ยวบินจากสนามบินนานาชาติ 4 แห่งในมอสโก มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 17 ราย และเด็กหญิงวัย 8 ขวบเสียชีวิต 1 ราย
ทั้งนี้ รัสเซียได้ผนวกรวมไครเมียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตนตั้งแต่ปี 2014 แม้ประชาคมโลกส่วนใหญ่จะไม่ให้การรับรองก็ตาม โดยรัสเซียได้ใช้เมืองเซวาสโทพอลเป็นกองบัญชาการใหญ่ของกองเรือทะเลดำ (Black Sea Fleet)
นอกจากนี้ ทำเนียบเครมลินยังเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน และประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโก ของเบลารุส ได้หารือร่วมกันเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ที่ผ่านมา ณ บ้านพักรับรองวัลได (Valdai) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซีย โดยคาดว่าประเด็นหลักจะมุ่งเน้นไปที่สถานการณ์สงครามในยูเครน ตลอดจนความร่วมมือด้านการค้าและเศรษฐกิจ การดำเนินโครงการร่วมกัน และประเด็นความมั่นคงในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน ระบุผ่านสำนักข่าว TASS ว่า ไม่มีการกำหนดให้มีการแถลงข่าวหรือการลงนามในเอกสารใดๆ หลังจบการหารือ
การพบปะครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างเบลารุสและยูเครน โดยประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน เชื่อว่าปูตินกำลังพยายามกดดันให้ลูกาเชนโกเพิ่มการสนับสนุนรัสเซียในความขัดแย้งครั้งนี้
มอสโกและมินสก์ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว ขณะที่เบลารุสอ้างว่าเป็นฝั่งยูเครนและชาติตะวันตกต่างหากที่สร้างความตึงเครียด ลูกาเชนโกเปิดเผยเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ว่า เขาได้พบกับตัวแทนของเซเลนสกีและเตือนว่าอย่าพยายามดึงประเทศของเขาเข้าสู่สงคราม
ทำเนียบเครมลินเคยกล่าวหายูเครนว่าคุกคามอธิปไตยของเบลารุส หลังจากเมื่อวันศุกร์สัปดาห์ก่อน เซเลนสกีได้ขีดเส้นตาย 1 สัปดาห์ให้เบลารุสรื้อถอน "สถานีทวนสัญญาณ" (Signal relay stations) ซึ่งยูเครนอ้างว่าถูกใช้เพื่อช่วยนำทางในการโจมตีของรัสเซีย ทางเครมลินระบุว่าปูตินและลูกาเชนโกจะหารือเกี่ยวกับคำกล่าวดังกล่าวในเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ดี เมื่อวันพุธที่ผ่านมา เซเลนสกีระบุว่าสถานีสัญญาณดังกล่าวได้หยุดทำงานลงแล้ว แม้จะยังไม่มีการยืนยันจากหน่วยงานอิสระก็ตาม
แม้ลูกาเชนโกจะยังไม่ได้ส่งทหารเบลารุสเข้าร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับรัสเซีย แต่เขาได้อนุญาตให้ปูตินใช้เบลารุสเป็นฐานยิงขีปนาวุธโจมตียูเครนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2022 และต่อมายังยินยอมให้รัสเซียเข้ามาติดตั้งขีปนาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธี (Tactical nuclear missiles) บนดินแดนของเบลารุสอีกด้วย


