สีหศักดิ์ เผยยกเลิก MOU 44 ไม่กระทบความน่าเชื่อถือไทยการยืนยัน การประนอมภาคบังคับช่วยรักษาอธิปไตยประเทศไทยได้
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนไทยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 พ.ค. เกี่ยวกับการเข้าร่วมกระบวนการประนอมภาคบังคับ กับกัมพูชาว่า ตอนนี้อยู่ระหว่างการหาประธานคณะกรรมาธิการประนอมหลัง จากที่ทั้งสองฝ่ายได้ตั้งคณะกรรมาธิการประนอมฝ่ายละ 2 คนแล้ว
รองนายกฯ กล่าวว่า การสรรหาบุคคลมาเป็นประธานนั้นใช้เวลาราว 30 วัน หลังจากที่ไทยประกาศเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ เมื่อได้ประธานแล้วจะมีการเชิญไปรับฟัง-นำเสนอข้อมูล ซึ่งอาจต้องหารือกันเดือนละครั้ง หรือสองเดือนครั้ง
ทำไมไทยยกเลิก MoU 44
รัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวว่า ไทยตัดสินใจ ยกเลิก MOU 44 เพราะต้องการเริ่มต้นให้มีการเจรจาในบริบทใหม่ เนื่องจากฉบับเดิมใช้เวลาเจรจามานาน 20 ปีแล้ว และไม่มีความคืบหน้า
สีหศักดิ์ เล่าว่า หลังจากพบกับฝ่ายกัมพูชาในงานประชุมอาเซียนที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ "ไทย-กัมพูชา" ตกลงกันแล้วว่าจะพูดคุยกันทุกเรื่อง สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกัน หลีกเลี่ยงการสร้างความได้เปรียบฝ่ายเดียว ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ยั่วยุในพื้นที่ และการยั่วยุกันในเวทีระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม รมว.ต่างประเทศมองว่า ไทย-กัมพูชา ควรหารือทวิภาคีก่อน เพราะถึงแม้ว่าทั้งสองฝ่ายเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับแล้ว ซึ่งหากมองในแง่ดีคือการได้รับข้อเสนอแนะ แต่ถ้ามีรายละเอียดอะไรบางอย่างที่ยังตกลงไม่ได้ ก็ต้องหารือสองฝ่ายอยู่ดี
“ถ้าเราคุยเรื่องของทะเล เราก็อาจขยับไปคุยเรื่องทางบกที่เขาต้องการมากกว่าได้ด้วยซ้ำ เราอาจขยับได้บ้าง เริ่มคุยทางเทคนิค ในกรอบของคณะกรรมการเจบีซี คุยในเรื่องความมั่นคงชายแดน แต่พอเข้าสู่กระบวนการนี้ ก็ไม่เป็นไม่ตามที่เราตกลง ต้องชะลอเรื่องทางบกไว้ก่อน”
จะนำไปสู่การยกเลิก MoU 43 หรือไม่
สีหศักดิ์ กล่าวว่า MOU 43 มีประโยชน์ในแง่ของการกำหนดเขตดินแดน แต่ปัญหาคือแผนที่ 1:200,000 ที่คนไทยไม่ยอมรับ แต่จริงๆ แล้ว MOU นี้มีการหารือประเด็นสำคัญอื่นๆ ด้วย ขณะเดียวกันไทยสามารถนำเสนอแผนที่ 1:50,000 ได้เช่นกัน และสามารถยื่นข้อมูลอื่นๆ ประกอบได้ หลังจากนั้นใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยให้การกำหนดเขตแดนให้มีความแม่นยำมากขึ้น
รองนายกฯ ไม่ได้กล่าวโดยตรงว่าจะนำไปสู่การยกเลิก MOU 43 หรือไม่ แต่กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศเปิดรับฟังความเห็นประชาชนเสมอ และสื่อสารกับประชาชนมาตลอด เพื่อให้ทราบว่ากระบวนการต่างๆ ดำเนินไปถึงส่วนใดและมีอะไรที่ต้องดำเนินการต่อ ขณะเดียวกันกระทรวงฯ ก็ต้องมีหลักที่ยึดถือ ต้องดำเนินการโดยคำนึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก และสอดคล้องตามกฎหมายระหว่างประเทศ
ประเด็นที่ว่าทำไมไทยไม่ปฏิเสธการเข้าร่วมการประนอมภาคบังคับ สีหศักดิ์กล่าวว่า นั่นอาจทำให้ไทยไม่สามารถแต่งตั้งผู้ประนอมฝั่งไทยได้ และถ้าไม่ยอมรับกติกาต่างประเทศนี้ อาจบั่นทอนความน่าเชื่อถือของประเทศในการเจรจาด้านอื่นๆ
“เราอยู่ในสังคมโลก มันมีกติกา เราเป็นภาคี UNCLOS ซึ่งระบุแล้วว่าเราต้องปฏิบัติ และทำตามกระบวนการ ดูแลให้ดีที่สุด ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ดีที่สุด”
รัฐมนตรีต่างประเทศ ยืนยันการยกเลิก MOU 44 ไม่ได้ลดความน่าเชื่อถือลง แต่ต้องการหารือกับกัมพูชาในบริบทใหม่ เนื่องจากฉบับเดิมหารือมานานแล้วและยังไม่สำเร็จเสียที
"การเข้าร่วมกระบวนการประนอมภาคบังคับอาจมีหลายฉากทัศน์เกิดขึ้น แต่เราสามารถปกป้องรักษาอธิปไตยของเราได้ เราต้องเจรจา เราต้องหาอะไรที่วิน-วินสองฝ่าย เขาเสนอแนวทาง ถ้าแนวทางดีมันก็วิน-วิน ถ้าไม่ดีก็ต้องคุยกับกัมพูชา ต้องหาโซลูชันที่ทั้งสองฝ่ายรับได้" สีหศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย


