"อังกฤษตกอยู่ในหลุมที่ลึกมาก หลังจากสตาร์เมอร์และผู้นำคนก่อนๆ อย่างลิซ ทรัสส์ และบอริส จอห์นสัน ประสบความล้มเหลวในการเรียกคืนความเชื่อมั่นและความไว้วางใจด้วยการนำเสนอกรอบการทำงานที่ชัดเจน" แอนโทนี เซลดอน นักประวัติศาสตร์
เคียร์ สตาร์เมอร์ ประกาศเตรียมลาออกจากนายกรัฐมนตรีอังกฤษเมื่อวันจันทร์ (22 มิ.ย.) ท่ามกลางแสงแดดช่วงกลางวันที่ดาวนิงสตรีท โดยมีทีมงานและภริยาเคียงข้าง เขากล่าวอำลาด้วยน้ำเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกมากมายว่า "เขาไม่ได้เป็นบุคคลที่เหมาะสมจะดำรงตำแหน่งผู้นำสหราชอาณาจักรอีกต่อไป"
สตาร์เมอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองอังกฤษ กำลังจะลาออกแล้วหลังจากบริหารประเทศมาเกือบ 2 ปี เขาถือเป็นผู้นำอังกฤษที่กำลังจะลาออกคนที่ 6 ในรอบราว 10 ปี ซึ่งเป็นอัตราการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ผันผวนที่สุดในรอบเกือบ 20 ปี
สตาร์เมอร์ประสบพบเจอสถานการณ์เดียวกันกับผู้นำคนก่อนๆ โดยเขาประสบความล้มเหลวในการระงับความไม่พอใจของประชาชนเรื่องมาตรฐานการครองชีพได้ ซึ่งเศรษฐกิจซบเซาต่อเนื่องมาตั้งแต่วิกฤติการเงินในปี 2008 ในขณะที่ความล้มเหลวในการจัดการกับการอพยพเข้าเมืองผิดกฎหมายก็ก่อให้เกิดความแตกแยกทางการเมืองอย่างรุนแรงเช่นกัน
แอนโทนี เซลดอน นักประวัติศาสตร์ผู้ที่บันทึกเรื่องราวการดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรในหนังสือต่างๆ เช่น “The Impossible Office” กล่าวว่า อังกฤษตกอยู่ในหลุมที่ลึกมาก หลังจากสตาร์เมอร์และผู้นำคนก่อนๆ อย่างลิซ ทรัสส์ และบอริส จอห์นสัน ประสบความล้มเหลวในการเรียกคืนความเชื่อมั่นและความไว้วางใจด้วยการนำเสนอกรอบการทำงานที่ชัดเจน
เซลดอนยังได้ฝากข้อความถึงผู้คนคนต่อไปที่จะรับช่วงต่อจากสตาร์เมอร์ด้วยว่า
“หากแอนดี เบิร์นแนม ล้มเหลวในฐานะนายกรัฐมนตรี อนาคตของสหราชอาณาจักรคงมืดมน”
‘อังกฤษ’ อดีตเสาหลัก
ครั้งหนึ่งสหราชอาณาจักรเคยเป็นเสาหลักความมั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจ เป็นบ้านของผู้นำอย่างมาร์กาเร็ต แทชเชอร์ และโทนี แบลร์ ที่ครองอำนาจรวมกันยาวนานถึง 21 ปี และมีส่วนช่วยเปลี่ยนแปลงอังกฤษยุคใหม่
แต่วิกฤติการเงินโลกส่งผลกระทบอย่างหนักต่อสหราชอาณาจักร ที่พึ่งพาภาคการเงินขนานใหญ่ในการผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมาก ขณะที่มาตรการรัดเข็มขัดในภาครัฐที่ตามมาทำให้ประเทศไม่พร้อมรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
นายกรัฐมนตรีคนล่าสุดที่ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายโดยไม่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคอื่น และสามารถดำรงตำแหน่งในเต็มวาระคือ อดีตนายกฯ แบลร์ ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2001-2005
ในสมัยนั้นอังกฤษเคยเย้ยการเปลี่ยนแปลงผู้นำบ่อยครั้งของอิตาลี แต่ตอนนี้อังกฤษได้แต่มองจอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลีด้วยความอิจฉา เพราะเธอกำลังกลายเป็นผู้นำรัฐบาลที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สาธารณรัฐอิตาลีจากการดำรงตำแหน่งได้เกือบ 4 ปี
นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อมโยงความไม่มั่นคงของอังกฤษเข้ากับเหตุการณ์เบร็กซิต (Brexit) ที่ประชาชนลงประชามติเห็นชอบให้สหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ในสัปดาห์นี้เมื่อ 10 ปีก่อน
จิล รุตเตอร์ อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังและนักวิจัยอาวุโสประจำสถาบันวิจัยด้านการปกครอง (ไอเอฟจี) กล่าวว่า สถานการณ์นี้เริ่มต้นมาจากอุบัติเหตุ(ทางนโยบาย)
ในปี 2016 สหราชอาณาจักรได้เปลี่ยนแปลงแบบแผนนโยบายต่างประเทศระยะยาวของตนด้วยการลงคะแนนเสียงออกจากสหภาพยุโรป และได้จุดกระแสการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องเอกราชในสกอตแลนด์อีกครั้ง ซึ่งเป็นถิ่นที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงให้สหราชอาณาจักรอยู่ในอียูต่อ
นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายทางการเงินในการตอบสนองต่อการแพร่ระบาดโควิด-19 และการรุกรานยูเครนอย่างเต็มรูปแบบของรัสเซีย ผลักดันให้ระดับหนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้นเกือบ 100% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) อีกด้วย
ในขณะที่ญี่ปุ่น อิตาลี สหรัฐ และฝรั่งเศสต่างก็มีระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีในสัดส่วนที่สูง แต่อังกฤษมีต้นทุนการกู้ยืมที่สูงกว่า เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อหนืด หรือภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูงและปรับตัวลงช้า และมีความกังวลเกี่ยวกับการพึ่งพานักลงทุนต่างชาติเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ
ข้อจำกัดในการใช้จ่ายดังกล่าวจึงส่งผลกระทบอย่างหนักต่อมาตรฐานการครองชีพของอังกฤษ
ข้อมูลในปี 2025 จากซูเปอร์มาร์เก็ต Asda และศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์และธุรกิจ แสดงให้เห็นว่า แม้รายได้ที่สามารถนำไปใช้จ่ายได้จริงโดยเฉลี่ยในสหราชอาณาจักรจะเพิ่มขึ้น แต่กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำที่สุด 40% กลับมีกำลังซื้อน้อยกว่าที่พวกเขามีในปี 2021 เสียอีก
ผู้นำต้องมีแผนชัดเจน
แซม ฟรีดแมน อดีตที่ปรึกษาของรัฐบาล กล่าวไว้ในหนังสือเล่มล่าสุดของเขาเรื่อง “Failed State: Why Nothing Works and How We Fix It” ว่า อังกฤษมีการรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลางมากเกินไป และหน่วยงานสำคัญของรัฐมีขนาดเล็กเกินไปที่จะรับมือได้
ยิ่งไปกว่านั้น รุตเตอร์และโรเจอร์ เกล จากสถาบันไอเอฟจี ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดของอังกฤษ เห็นตรงกันว่า วัฒนธรรมทางการเมืองของอังกฤษแย่ลงกว่าเดิม
พวกเขาระบุว่า การมีช่องข่าวโทรทัศน์ที่ออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้นักการเมืองต้องตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ อย่างเร่งรีบและต้องตัดสินใจภายใต้แรงกดดันด้านเวลาอยู่เสมอ
เกล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคอนุรักษนิยม กล่าวกับรอยเตอร์ว่า รัฐบาลจำเป็นต้องชะลอการออกกฎหมายหรือร่างกฎหมาย
“มีกฎหมายมากเกินไป หลายฉบับไม่ดี และหลายฉบับร่างไม่ดีด้วย” เกลกล่าว “เราต้องการรัฐบาลที่มีวุฒิภาวะ (และรอบคอบ) มากกว่านี้”
สตาร์เมอร์ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเข้ารับตำแหน่งรัฐบาลโดยไม่มีแผนงานที่ชัดเจนว่าจะจัดการกับปัญหาต่างๆ อย่างไร ตั้งแต่ค่าไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้น ไปจนถึงความจำเป็นในการกระตุ้นการลงทุน ปรับปรุงระบบสาธารณสุข และการใช้จ่ายด้านกลาโหม
แอนดี เบิร์นแนม นักการเมืองอาชีพ คู่แข่งคนล่าสุดของสตาร์เมอร์ ที่เพิ่งได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเกรทเทอร์แมนเชสเตอร์ อาจเข้ารับตำแหน่งได้ภายในไม่กี่สัปดาห์นี้แล้ว และแน่นอนว่าเขาจะต้องจัดตั้งคณะรัฐมนตรีและวางวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนสำหรับประเทศต่อไป
ริชี ซูแน็ก อดีตนายกรัฐมนตรีพรรคอนุรักษนิยมคนสุดท้ายที่พ่ายแพ้การเลือกตั้งปี 2024 ให้กับสตาร์เมอร์ แนะว่า เบิร์นแนมจำเป็นต้องมีแผนการดำเนินงาน
“หากไม่มีแผนงาน เขาจะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีอีกคนหนึ่งที่นอนไม่หลับ เพราะกังวลว่าทำไมทุกอย่างถึงไม่เป็นไปตามที่หวัง” ซูแน็กให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ซันเดย์ไทมส์
ทั้งนี้ การเสนอชื่อเข้าชิงตำแหน่งนายกฯ อังกฤษคนใหม่เริ่มต้นวันที่ 9 ก.ค. และจะปิดรับก่อนที่รัฐสภาจะปิดสมัยประชุม ซึ่งกำหนดไว้ในวันที่ 16 ก.ค. ดังนั้น หากมีผู้ลงสมัครมากกว่า 1 คน การแข่งขันและลงคะแนนเลือกหัวหน้าพรรคแรงงานและผู้นำประเทศคนต่อไปควรจะเสร็จสิ้นก่อนที่รัฐสภาจะกลับมาเปิดสมัยประชุมอีกครั้ง ซึ่งกำหนดไว้ในวันที่ 1 ก.ย.
ผู้สมัครจะต้องได้รับรับการสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคแรงงาน 20% ปัจจุบันพรรคแรงงานครองที่นั่ง 403 ที่นั่ง ซึ่งเท่ากับต้องมีเสียงสนับสนุนจากสส.พรรคแรงงาน 81 คน รวมทั้งผู้ท้าชิงด้วย
นอกจากนี้ ผู้สมัครยังต้องได้รับการสนับสนุนจากองค์กรระดับรากหญ้าของพรรคแรงงาน และจากองค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น สหภาพแรงงาน ด้วยเช่นกัน แต่หากมีผู้สมัครชิงตำแหน่งนายกฯ เพียงคนเดียวที่ได้รับการสนับสนุนถึงเกณฑ์ที่กำหนด จะไม่มีการลงคะแนนเสียง และผู้สมัครคนนั้นจะได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคแรงงานโดยไม่มีคู่แข่ง และกลายเป็นนายกรัฐมนตรีโดยปริยาย และตอนนี้ตัวเต็งที่คาดว่าจะสามารถชิงเก้าอี้นายกฯ อังกฤษคนต่อไปได้คือ เบิร์นแนม นายกฯ เทศมนตรีผู้เป็นที่รักของชาวเกรทเทอร์แมนเชสเตอร์


