'วุฒิสภาสหรัฐ' ลงมติ 50 ต่อ 48 มีมติให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยุติสงครามอิหร่าน โดยได้เสียงสนับสนุนจากพรรครีพับลิกัน 4 เสียง แสดงให้เห็นถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มรีพับลิกัน
วุฒิสภาสหรัฐลงมติสนับสนุนร่างกฎหมายที่สั่งการให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยุติปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐต่ออิหร่าน เมื่อวันอังคาร (23 มิ.ย.) ซึ่งถือเป็นการแสดงการตำหนิประธานาธิบดีครั้งล่าสุดของพรรครีพับลิกัน เนื่องจากรัฐสภาเริ่มไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ
วุฒิสภาลงคะแนนเสียง 50 ต่อ 48 เสียง เห็นชอบมติเกี่ยวกับอำนาจสงคราม สอดคล้องไปทางเดียวกันกับการลงมติในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อต้นเดือนที่ผ่าน สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความขัดแย้งที่ไม่เป็นที่สนับสนุน แม้กระทั่งในกลุ่มสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วนของทรัมป์
นี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองสภาของรัฐสภาสหรัฐผ่านมติสั่งการให้ประธานาธิบดีถอนกำลังทหารสหรัฐออกจากการสู้รบ นับตั้งแต่มีการประกาศใช้มติอำนาจสงคราม หรือที่รู้จักกันในชื่อ “กฎหมายอำนาจสงคราม” ในปี 1973
ผลการลงคะแนนที่มีมติเห็นชอบให้ยุติสงครามนั้น มาจากสมาชิกพรรครีพับลิกัน 4 คน ที่ลงคะแนนเห็นชอบร่วมกับสมาชิกพรรคเดโมแครต แต่ขณะเดียวกันก็มีสมาชิกวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกัน 2 คน ที่ไม่ได้เข้าร่วมลงคะแนนเสียง
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า แม้ว่าผลการลงคะแนนอาจมีผลแค่ในเชิงสัญลักษณ์ แต่ความเคลื่อนไหวนี้ก็ถือเป็นความพ่ายแพ้ของทรัมป์ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยได้รับเสียงสนับสนุนอย่างเป็นเอกฉันท์จากสมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาคองเกรสเกี่ยวกับการทำสงครามอิหร่าน
นอกจากนี้ การลงคะแนนครั้งนี้ยังเกิดขึ้นในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลเตรียมขอให้สภาคองเกรสอนุมัติงบประมาณหลายหมื่นล้านดอลลาร์เพื่อใช้ในการทำสงครามด้วย
พรรครีพับลิกันของทรัมป์ครองเสียงข้างมากเล็กน้อยทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร แต่ผลการลงมติดังกล่าว แสดงให้เห็นว่ามีสมาชิกบางส่วนแตกแถวออกจากแนวทางของประธานาธิบดีในบางประเด็น ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าพรรคจะยังสามารถควบคุมรัฐสภาได้หรือไม่
สมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วนยังได้แสดงออกเมื่อไม่นานมานี้ด้วยว่า ไม่เห็นด้วยกับกองทุน “ต่อต้านการใช้อำนาจรัฐเป็นอาวุธ” มูลค่า 1.8 พันล้านดอลลาร์ของทรัมป์ เพื่อช่วยเหลือพันธมิตรทางการเมืองที่เขาอ้างว่าถูกหน่วยงานรัฐบาลกลางกลั่นแกล้ง และยังขัดขวางร่างกฎหมายมูลค่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อเป็นทุนในการปราบปรามผู้อพยพของทรัมป์ด้วย
ผลสำรวจของรอยเตอร์/อิปซอสที่เผยแพร่เมื่อวันอังคารแสดงให้เห็นว่า มีชาวอเมริกันเพียงหนึ่งในสี่เท่านั้นที่เชื่อว่าการทำสงครามกับอิหร่านคุ้มค่า และคนส่วนใหญ่ยังคงกังวลว่าการหยุดยิงกับเตหะรานอาจไม่ยั่งยืนถาวร
มติยุติสงครามยังไม่มีความชัดเจน
ภายใต้กฎหมายอำนาจสงครามปี 1973 มติร่วมที่ผ่านการอนุมัติจากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาจะไม่ถูกส่งไปยังทำเนียบขาวเพื่อให้ทรัมป์ลงนาม แต่รัฐสภาตั้งใจให้มติดังกล่าวเป็นกลไกในการยุติปฏิบัติการทางทหาร
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายบอกว่า ประเด็นนี้ยังคงไม่มีข้อยุติที่ชัดเจน ที่ผ่านมาไม่เคยมีมติอำนาจสงครามฉบับใดที่ผ่านความเห็นชอบจากทั้งสองสภาของรัฐสภาสหรัฐมาก่อน และคำวินิจฉัยของศาลฎีกาสหรัฐในปี 1983 ระบุว่า มติดังกล่าวจะมีผลทางกฎหมายได้ก็ต่อเมื่อส่งให้ประธานาธิบดีลงนามรับรองหรือมีการใช้สิทธิยับยั้งก่อนเท่านั้น
ด้านทำเนียบขาวได้ยืนยันว่ากฎหมายอำนาจสงครามนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ และจะไม่มีผลผูกพัน
เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวรายหนึ่งกล่าวในวันอังคารว่า การลงคะแนนของวุฒิสภาไม่มีความสำคัญ เพราะมติเหล่านั้นไม่ได้ส่งไปถึงประธานาธิบดี และไม่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย และมาตรการดังกล่าวผ่านไปได้ก็เพราะวุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันสองคนขาดการประชุม และเสริมว่า มติที่สั่งให้ทรัมป์ถอนกำลังทหารสหรัฐออกจากพื้นที่สู้รบนั้น เกิดขึ้นแล้วจากการหยุดยิงตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน
ด้านสก็อตต์ แอนเดอร์สัน นักวิจัยอาวุโสของสถาบันบรูคกิงส์ และบรรณาธิการอาวุโสของเว็บไซต์กฎหมายออนไลน์ Lawfare มองว่า ฝ่ายบริหารอาจเพิกเฉยต่อกฎหมายนี้โดยอ้างเหตุผลทางรัฐธรรมนูญ และยังไม่ชัดเจนว่าใครจะมีสิทธิ์ฟ้องร้องเพื่อบังคับใช้กฎหมายนี้จริงๆ
ขณะที่พรรคเดโมแครตกล่าวว่า รัฐธรรมนูญของสหรัฐให้อำนาจแก่สภาคองเกรส ในการนำประเทศเข้าสู่สงคราม ไม่ใช่ประธานาธิบดี
“สภาคองเกรสต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้” วุฒิสมาชิกทิม เคน จากรัฐเวอร์จิเนีย พรรคเดโมแครต เรียกร้องให้สนับสนุนมติดังกล่าว


