ช่วงสองสามปีที่ผ่านมาความสัมพันธ์ไทย-คาซัคสถานคึกคักมาก มีการไปมาหาสู่กันบ่อยครั้ง สัปดาห์นี้ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีกำหนดเยือนกรุงอัสตานาและเมืองอัลมาตีของคาซัคสถานเพื่อหารือข้อราชการและกระชับสัมพันธ์ทวิภาคี กรุงเทพธุรกิจสัมภาษณ์พิเศษ มาร์กูลัน ไบมูคัน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐคาซัคสถานประจำประเทศไทย
- พัฒนาการสำคัญล่าสุดในความสัมพันธ์ไทย–คาซัคสถาน
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คาซัคสถานและไทยได้ขยายความสัมพันธ์ทวิภาคีอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงความสนใจร่วมกันในการเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเอเชียกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การหารือทางการเมืองระหว่างสองประเทศยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและสร้างสรรค์ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการติดต่ออย่างสม่ำเสมอระหว่างหน่วยงานภาครัฐของทั้งสองประเทศ
การเยือนคาซัคสถานอย่างเป็นทางการของ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย คาดว่าจะช่วยสร้างแรงผลักดันเพิ่มเติมต่อการพัฒนาความร่วมมือด้านการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม การศึกษา และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ
การเยือนครั้งนี้ต่อยอดจากพัฒนาการสำคัญหลายประการที่ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์คาซัคสถาน–ไทยให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญคือการประชุมปรึกษาหารือทางการเมืองคาซัคสถาน–ไทยรอบแรก ซึ่งจัดขึ้น ณ กระทรวงการต่างประเทศของคาซัคสถานในเดือนมีนาคม 2569 โดยมีนายอาลีเบก บาคาเยฟ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของคาซัคสถาน และนายศรัณย์ เจริญสุวรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย เป็นประธานร่วม
การหารือดังกล่าวยืนยันถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการยกระดับการเจรจาทางการเมือง ขยายกรอบกฎหมายของความร่วมมือทวิภาคี เพิ่มการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับสูง และเตรียมการสำหรับการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีครั้งต่อไป ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงโอกาสในการขยายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน อุตสาหกรรมการผลิต เกษตรกรรม วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม การขนส่งและโลจิสติกส์ การพัฒนาดิจิทัล และการท่องเที่ยว ในโอกาสนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงมูลค่าการค้าระหว่างกันในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 255 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับประเด็นระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ รวมถึงการประสานงานภายใต้กรอบสหประชาชาติ การประชุมว่าด้วยมาตรการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและความร่วมมือในเอเชีย (CICA) กลุ่ม BRICS และความร่วมมือที่เกี่ยวข้องกับอาเซียน
ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศยังคงมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 25 พ.ค.2569 ได้มีการจัดงาน Kazakhstan–Thailand Business Forum ณ สำนักงานใหญ่หอการค้าไทยในกรุงเทพมหานคร โดยมีเจ้าหน้าที่ภาครัฐ สมาคมธุรกิจ และผู้แทนภาคเอกชนจากทั้งสองประเทศเข้าร่วมอย่างคับคั่ง
“การหารือมุ่งเน้นไปที่การขยายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน โลจิสติกส์ ธุรกิจเกษตร เทคโนโลยีดิจิทัล พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การท่องเที่ยว และการพัฒนาอย่างยั่งยืน อีกทั้ง ยังมีการให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับบทบาทของคาซัคสถานในฐานะศูนย์กลางด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงเอเชียกลาง จีน ภูมิภาคคอเคซัส และยุโรป รวมถึงโอกาสในการส่งเสริมสินค้าและผลิตภัณฑ์ของคาซัคสถานเข้าสู่ตลาดไทยและตลาดอาเซียนในวงกว้าง”
ผลจากการประชุมดังกล่าวนำไปสู่การลงนามข้อตกลงความร่วมมือหลายฉบับ รวมถึงบันทึกความเข้าใจระหว่างแคว้นอัลมาตีกับสมาคมการท่องเที่ยวของไทย ตลอดจนข้อตกลงทางการค้าระหว่างภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ ซึ่งมุ่งเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางธุรกิจโดยตรงและส่งเสริมการลงทุนและการท่องเที่ยวระหว่างกัน
- การท่องเที่ยวมีพลวัต
ในช่วงปี 2568–2569 ชาวคาซัคสถานมากกว่า 175,000 คนเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย ขณะเดียวกันความสนใจของนักท่องเที่ยวชาวไทยต่อคาซัคสถานก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีชาวไทยประมาณ 10,000–15,000 คนเดินทางเยือนคาซัคสถานในช่วงเวลาเดียวกัน
การขยายตัวของเส้นทางบินตรงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนแนวโน้มดังกล่าว ปัจจุบันมีเที่ยวบินตรง 23 เที่ยวต่อสัปดาห์ เชื่อมระหว่างกรุงเทพมหานครกับอัลมาตีและชิมเคนต์ รวมถึงระหว่างภูเก็ตกับอัสตานาและอัลมาตี โดยให้บริการโดยสายการบิน Air Astana, SCAT Airlines และ AirAsia X
- ตรวจสถานะการค้า-การลงทุน
การค้าและการลงทุนยังคงเป็นหัวใจสำคัญของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างคาซัคสถานและไทย และยังคงแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในปี 2568 มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศอยู่ที่ประมาณ 255 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า หนึ่งในพัฒนาการที่โดดเด่นที่สุดคือการส่งออกของคาซัคสถานไปยังประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นมากกว่าหกเท่า ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการสินค้าจากคาซัคสถานที่เพิ่มขึ้นในตลาดไทย ตลอดจนความเกื้อหนุนกันของโครงสร้างเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศที่มีมากขึ้น
ภาคการเกษตรได้กลายเป็นหนึ่งในสาขาความร่วมมือที่มีศักยภาพสูงที่สุด โดยการเข้าร่วมงาน THAIFEX–ANUGA Asia 2026 ของคาซัคสถานในกรุงเทพมหานคร ได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้ประกอบการและผู้นำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารของไทย ส่งผลให้เกิดการลงนามสัญญาส่งออกและข้อตกลงทางการค้าหลายฉบับ รวมมูลค่าประมาณ 101 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเปิดโอกาสใหม่ในการขยายการส่งออกสินค้าของคาซัคสถานเข้าสู่ตลาดไทยและตลาดอาเซียนในวงกว้าง
ทั้งสองประเทศยังมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น โดยอยู่ระหว่างการเจรจาความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนซึ่งกันและกัน รวมถึงอนุสัญญาเพื่อหลีกเลี่ยงการเก็บภาษีซ้ำซ้อน ขณะเดียวกัน ยังมีการหารือเกี่ยวกับการจัดตั้งคณะกรรมการการค้าร่วม (Joint Trade Committee) และคณะทำงานด้านความร่วมมือทางการเกษตร (Working Group on Agricultural Cooperation) ซึ่งคาดว่าจะช่วยอำนวยความสะดวกต่อการดำเนินธุรกิจ ส่งเสริมการลงทุน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อภาคเอกชนของทั้งสองประเทศมากยิ่งขึ้น
ในขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านการค้า เศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ และเทคนิค ยังคงเป็นกลไกหลักในการประสานงานและขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ
- จับตา Kazakhstan–Thailand Business Forum
แรงผลักดันสำคัญต่อความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างไทยและคาซัคสถานคาดว่าจะเกิดขึ้นอีกครั้งในวันที่ 26 มิ.ย.2569 เมื่อมีการจัดงาน Kazakhstan–Thailand Business Forum ณ เมืองอัลมาตี ภายใต้กรอบการเยือนคาซัคสถานอย่างเป็นทางการของสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว งานดังกล่าวจะรวบรวมผู้แทนภาครัฐ ผู้นำภาคธุรกิจ นักลงทุน และสมาคมธุรกิจจากทั้งสองประเทศ เพื่อร่วมกันสำรวจโอกาสใหม่ ๆ ในด้านการค้า การลงทุน โลจิสติกส์ เกษตรกรรม การท่องเที่ยว เทคโนโลยีดิจิทัล และสาขายุทธศาสตร์อื่น ๆ โดยคาดว่าการประชุมครั้งนี้จะมีส่วนสำคัญในการขยายเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจโดยตรงระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ และส่งเสริมการริเริ่มโครงการความร่วมมือใหม่ ๆ ที่จะช่วยยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและคาซัคสถานให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
- โอกาสของความร่วมมือ
คาซัคสถานและไทยมีโอกาสอย่างมากในการขยายความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น โดยอาศัยรากฐานความร่วมมือที่แข็งแกร่งซึ่งได้สร้างขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัจจุบันคาซัคสถานมีสัดส่วนประมาณ 70% ของมูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยกับประเทศในภูมิภาคเอเชียกลางทั้งหมด ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของคาซัคสถานในฐานะหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของไทยในภูมิภาค และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันมหาศาลสำหรับการขยายตัวของการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างสองประเทศในอนาคต
“ในมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งสองประเทศต่างมองกันและกันในฐานะประตูสู่ภูมิภาคของตนเอง ประเทศไทยเปิดโอกาสให้คาซัคสถานเข้าถึงตลาดอาเซียนที่มีประชากรมากกว่า 670 ล้านคน ขณะที่คาซัคสถานทำหน้าที่เป็นประตูสู่เอเชียกลางและสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (Eurasian Economic Union: EAEU) ซึ่งช่วยให้ภาคธุรกิจไทยสามารถเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ขึ้น รวมถึงเส้นทางคมนาคมและโลจิสติกส์สำคัญที่เชื่อมโยงเอเชียกับยุโรป”
เศรษฐกิจดิจิทัลถือเป็นอีกหนึ่งสาขาที่มีศักยภาพอย่างมากสำหรับความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ระบบนิเวศด้านนวัตกรรมของคาซัคสถานกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ Astana Hub ซึ่งเป็นอุทยานเทคโนโลยีนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียกลาง และเปิดโอกาสสำหรับความร่วมมือในด้านสตาร์ทอัพ เทคโนโลยีสารสนเทศ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ฟินเทค และบริการดิจิทัล นอกจากนี้ โครงการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น Alatau City ใกล้เมืองอัลมาตี ยังนำเสนอโอกาสที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนต่างชาติในด้านการพัฒนาเมือง เทคโนโลยี โลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่
- ลงนามแผนปฏิบัติการร่วม
การเยือนสาธารณรัฐคาซัคสถานอย่างเป็นทางการของ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย คาดว่าจะเป็นหมุดหมายสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ทางการเมืองและความเป็นหุ้นส่วนที่สร้างสรรค์ระหว่างสองประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาที่เพิ่มขึ้นของการมีส่วนร่วมในระดับทวิภาคี และความมุ่งมั่นร่วมกันของคาซัคสถานและไทยในการขยายความร่วมมือในหลากหลายมิติ
หนึ่งในผลลัพธ์สำคัญที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการเยือนครั้งนี้ คือการลงนามแผนปฏิบัติการร่วม (Action Plan) สำหรับช่วงปี 2569–2570 ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐคาซัคสถานและกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นกรอบแนวทางเชิงปฏิบัติสำหรับการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีในช่วงปีข้างหน้า
เอกสารดังกล่าวคาดว่าจะช่วยเสริมสร้างการประสานงานระหว่างกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น และสนับสนุนการดำเนินโครงการความร่วมมือในด้านการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม การศึกษา และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน


