วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน 2569

Login
Login

สื่ออิสราเอลวิจารณ์ ‘ทรัมป์’ เดือด จากที่พึ่งสู่ ‘วายร้าย’ ไม่ปลื้มดีลสันติภาพอิหร่าน

สื่ออิสราเอลวิจารณ์ประธานาธิบดีทรัมป์เดือด ปมไม่พอใจดีลยุติสงครามอิหร่าน ชี้ทรัมป์เคยเป็นคนที่ได้รับความนิยมในอิสราเอล ตอนนี้เหมือนเป็น ‘วายร้าย’ ไปแล้ว

ความแตกแยกที่เพิ่มขึ้นระหว่าง สหรัฐ-อิสราเอล แตะระดับสูงสุดใหม่ในสัปดาห์นี้ เนื่องจากบทความที่เผยแพร่ในสื่อสิ่งพิมพ์ของอิสราเอลรายใหญ่กล่าวโทษ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่า ทอดทิ้งอิสราเอลให้เผชิญกับศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของตน หลังจากทำข้อตกชั่วคราวกับ อิหร่าน

นักวิเคราะห์อธิบายว่า ความรู้สึกถูกทรยศหักหลัง เนื่องจากความไม่พอใจของสาธารณชนและนักการเมือง ต่อเงื่อนไขของข้อตกลงยุติสงครามที่มีเงื่อนไขกว้างๆ ได้กลายเป็น “ข่าวพาดหัวหลัก”

ในบทความโจมตีที่มีความรุนแรงเป็นพิเศษ ชื่อ “คุณอาจเป็นประธานาธิบดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล แต่คุณล้มเหลว” กล่าวหาว่าทรัมป์ได้ลงนามใน “ข้อตกลงยอมจำนนกับระบอบการปกครองที่โหดเหี้ยมและไร้ความปราณี”

บทความดังกล่าวตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ชั้นนำของประเทศอย่าง Israel Hayom ซึ่งเป็นของมิเรียม อเดลสัน ผู้บริจาครายใหญ่ที่มีอิทธิพลของทรัมป์ และบทความชิ้นนี้โจมตีทรัมป์อย่างไม่ปรานี

บทความดังกล่าวมีสไตล์การเขียนในรูปแบบข้อความถึงทรัมป์ และวิพากษ์วิจารณ์ข้อตกลงดังกล่าวอย่างรุนแรงยิ่งกว่านักการเมืองหัวรุนแรงบางคนของอิสราเอลเสียอีก โดยกล่าวหาประธานาธิบดีสหรัฐว่า เป็นผู้จุดชนวนสงครามครั้งใหม่และทำให้ประเทศของตน “ได้รับความอัปยศอดสู”

“รอยยิ้มกว้างบนใบหน้าของอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา เต็มไปด้วยการเยาะเย้ยต่อชายผู้ที่เคยกล่าวว่าข้อตกลงของโอบามานั้นแย่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา” 

บทความอ้างถึงข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ลงนามในปี 2015 ในสมัยโอบามา ซึ่งทรัมป์ได้ถอนสหรัฐออกจากข้อตกลงดังกล่าวในอีกสามปีต่อมาในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งวาระแรก

ฮาไก ราม ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเบนกูเรียน และผู้เขียนหนังสือ Iranophobia: The Logic of an Israeli Obsession กล่าวว่า

ทรัมป์เป็น “บุคคลที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในอิสราเอล” เมื่อไม่นานมานี้ แต่ตอนนี้เขากลับกลายเป็น “ตัวร้าย” ไปแล้ว

รามเสริมว่า ปฏิกิริยาดังกล่าวเกิดจาก “ความหวาดกลัว” และ “ความรู้สึกว่าอเมริกาหักหลังอิสราเอล” หลังจากบรรลุข้อตกลงที่สื่อกระแสหลักขนานนามว่าเป็น “กับดักของอิหร่าน”

รอยร้าวสหรัฐ-อิสราเอล

บุคคลสำคัญของสหรัฐต่างไม่พอใจกับการตีความการเจรจาของพวกเขาในแวดวงการเมืองและสื่อของอิสราเอลในการประชุม G7 เมื่อวันพุธ (17 มิ.ย.) ที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เนทันยาฮู “ตื่นเต้นเล็กน้อย” กับการโจมตีเลบานอน

ส่วนรองประธานาธิบดีสหรัฐเจดี แวนซ์ แสดงท่าทีโจมตีนักวิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลอย่างรุนแรงกว่าในวันพฤหัสบดี (18 มิ.ย.) ที่ผ่านมา เมื่อสื่อถามเกี่ยวกับรายงานที่ว่าเนทันยาฮูกำลังไม่พอใจกับบันทึกความเข้าใจสหรัฐ-อิหร่าน แวนซ์ตอบว่า “ทรัมป์เป็นประมุขแห่งรัฐเพียงคนเดียวในโลกที่เห็นอกเห็นใจประเทศอิสราเอลในขณะนี้” พร้อมอ้างถึงการประณามจากทั่วโลกต่อสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของอิสราเอลในฉนวนกาซาและการโจมตีประเทศเพื่อนบ้าน

“ถ้าผมอยู่ในคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลอิสราเอล ผมอาจจะไม่โจมตีพันธมิตรที่ทรงอิทธิพลเพียงรายเดียวที่ผมเหลืออยู่บนโลกนี้” แวนซ์กล่าว

โอริ โกลด์เบิร์ก นักวิเคราะห์การเมือง อธิบายสถานการณ์ความตึงเครียดนี้ว่าไม่ใช่การทะเลาะเบาะแว้ง แต่เป็น “ความแตกแยก”

“คำวิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลจากผู้นำสหรัฐ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพวกมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งอะไร แต่เป็นเพราะข้อเท็จจริงนั้นไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทุกสิ่งที่พวกเขาพูดนั้นถูกต้อง นี่คือความจริงที่เปิดเผยออกมา อิสราเอลดึงพวกเขาเข้าสู่สงคราม และเนทันยาฮูบงการทรัมป์”

สถานการณ์ดูเหมือนจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อวันเสาร์ (20 มิ.ย.) ที่ผ่านมา เมื่ออิสราเอลโจมตีเลบานอนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง และก่อนหน้านี้การปิดช่องแคบนี้ถูกมองว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ทรัมป์ยอมเจรจา

“มีสองสิ่งเกิดขึ้นที่นี่ และแต่ละสิ่งก็เป็นเหมือนภาพสะท้อนของอีกสิ่งหนึ่ง” อาลอน พิงคัส อดีตเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ของอิสราเอลประจำนิวยอร์กกล่าว

“ในด้านหนึ่ง คุณมีเหล่าสาวกของทรัมป์ที่พยายามอย่างมากที่จะหาคนภายนอกมาเป็นแพะรับบาป สำหรับการล่อลวงผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของพวกเขาให้เข้าไปพัวพันกับสงครามที่แก้ไขยากเช่นนี้ และพวกเขาก็พุ่งเป้าไปที่เนทันยาฮู” อดีตทูตกล่าว และว่า

“ในอีกด้านหนึ่ง ก็มีกลุ่มผู้สนับสนุนเนทันยาฮู พวกเขาก็เผชิญกับสงครามในเลบานอนที่ถอนตัวไม่ขึ้น รวมถึงข้อตกลงของสหรัฐกับอิหร่านที่พวกเขาได้รับแจ้งซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่ามีอำนาจมากกว่าข้อตกลงที่ดีกว่าในสมัยโอบามา แต่ท้ายที่สุดแล้ว มันเป็นข้อตกลงที่แย่ เพราะมันเป็นสงครามที่แย่” พิงคัสกล่าว

“เรื่องหนึ่งมักตามมาด้วยอีกเรื่องหนึ่งเสมอ” อดีตทูตย้ำ