วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน 2569

Login
Login

เบื้องหลัง ‘เมโลนี’ แตกหัก ‘ทรัมป์’ ล้างครหา “หุ่นเชิดของทรัมป์ในยุโรป”

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี ได้เคลื่อนไหวในแนวทางที่ผู้นำกลุ่มประเทศ G7 ไม่กล้าทำ นั่นคือการยกระดับความขัดแย้งกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ โดยเธอได้แสดงออกในสิ่งที่ชาติพันธมิตรของสหรัฐหลายประเทศอาจคิดอยู่ในใจแต่ไม่เคยกล้าพูดในที่สาธารณะ เมโลนีกล่าวหาว่าทรัมป์โกหกและเอาใจศัตรู แต่ทำร้ายเพื่อนฝูง นอกจากนี้ เธอยังเสียดสีให้เขากลับไปดูคะแนนความนิยมของตัวเองที่กำลังตกต่ำแตะระดับต่ำสุดครั้งใหม่ ก่อนที่การเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนจะมาถึง

ปฏิกิริยาโต้กลับอันดุเดือดนี้นำไปสู่ผลกระทบเมื่อช่วงค่ำวันศุกร์ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศอิตาลีได้สั่งยกเลิกการประชุมเวทีธุรกิจระหว่างสหรัฐ-อิตาลีที่เมืองไมอามี ซึ่ง มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ มีกำหนดเข้าร่วม แหล่งข่าวระบุว่า เวทีดังกล่าวเดิมทีจะใช้เป็นสถานที่ลงนามข้อตกลงริเริ่มด้านแร่สำคัญภายใต้ชื่อ แพ็กซ์ ซิลิกา (Pax Silica) ที่สหรัฐเป็นแกนนำ ซึ่งการยกเลิกครั้งนี้ทำให้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีการลงนามในข้อตกลงนี้ได้เมื่อใด ผู้นำอิตาลีก็ไม่มีทีท่าเดือดร้อนกับความล่าช้านี้

ท่าทีที่แข็งกร้าวของเมโลนีถือเป็นการปรับภาพลักษณ์จากนักการเมืองสายประชานิยมมาสู่นักการเมืองที่เน้นผลในทางปฏิบัติ ในอดีตเธอเคยเป็นหนึ่งในผู้นำยุโรปเพียงไม่กี่คนที่ทรัมป์ชื่นชอบ เนื่องจากมีแนวคิดอนุรักษนิยมและเข้ากันได้ดีกับนโยบาย MAGA แม้ในปีที่ผ่านมาทรัมป์จะเคยวิจารณ์เกี่ยวกับรูปลักษณ์ของเธอ เธอก็เลือกที่จะปล่อยผ่าน แต่ในครั้งนี้ เธอตัดสินใจโต้กลับการยั่วยุด้วยวิธีเดียวกัน

สาเหตุเบื้องหลังการแตกหักครั้งนี้มีนัยทางการเมือง ลอเรนโซ คาสเตลลานี นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Luiss ในกรุงโรม มองว่า เมโลนีกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึงในปีหน้า และการถูกมองว่าเป็น "หุ่นเชิดของทรัมป์ในยุโรป" ไม่ใช่ภาพลักษณ์ที่ดีต่อแบรนด์ทางการเมืองของเธอ นับตั้งแต่ทรัมป์หวนคืนสู่ทำเนียบขาวในปี 2025 นักการเมืองยุโรปมักหลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรงเพราะเชื่อว่ามีแต่เสียกับเสีย แต่เมโลนีกำลังเป็นคนแรกที่ทดสอบทฤษฎีว่า การงัดข้อกับทรัมป์อย่างเปิดเผยอาจเรียกคะแนนเสียงจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้

สิ่งที่เกิดขึ้นสวนทางอย่างสิ้นเชิงกับบรรยากาศอันชื่นมื่นในการประชุม G7 ที่เพิ่งจบลง ซึ่งทรัมป์ได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับข้อตกลงสันติภาพอิหร่าน โดยมีประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส นั่งเคียงข้าง ซึ่งผู้นำหลายคนเลือกที่จะเอาใจหรือเล่นตามน้ำไปกับทรัมป์ ประเด็นนี้เห็นได้ชัดจากการที่ มาร์ก รุตเตอ เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ไม่ได้รับเชิญร่วมประชุม G7 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะชาติยุโรปหลักๆ ไม่พอใจที่เขาพยายามประจบทรัมป์มากเกินไป

ในขณะที่ผู้นำชาติอื่นๆ ต่างต้องปรับท่าทีเพื่อรับมือทรัมป์ เช่น เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษที่กำลังดิ้นรนเอาตัวรอดทางการเมือง เคยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทรัมป์ในช่วงสั้นๆ แต่กลับถูกโจมตีอย่างหนักเมื่อเขาแสดงความลังเลที่จะให้สหรัฐใช้ฐานทัพอากาศอังกฤษโจมตีอิหร่าน ทำให้การตอบสนองแบบระมัดระวังของเขาไม่ได้รับคำชื่นชมจากคนในประเทศ

ด้าน ฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ก็พยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า โดยมอบเสื้อฟุตบอลให้ทรัมป์เพื่อกระชับมิตรและย้ำว่า "เราอยู่ทีมเดียวกัน" เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดที่เคยวิจารณ์สหรัฐ

ขณะที่ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ต้องนั่งทนฟังมุกตลกของทรัมป์เกี่ยวกับเหตุการณ์เพิร์ลฮาร์เบอร์อย่างมีมารยาทในการเยือนทำเนียบขาวเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว  ส่วน มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา แม้จะเคยวิจารณ์ทรัมป์แต่ก็ต้องยั้งท่าทีไว้ เนื่องจากแคนาดา สหรัฐ และเม็กซิโก จะต้องร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกในช่วงฤดูร้อนนี้ การกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของบรรดาผู้นำสะท้อนให้เห็นว่า การทนรับการโจมตีจากทรัมป์มักส่งผลเสียต่อความนิยมในหมู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในประเทศของตนด้วย

รอยร้าวทางการทูตระหว่างสหรัฐและอิตาลีในครั้งนี้ส่อเค้าที่จะลุกลามและแก้ไขได้ยาก เปาโล ซัมโปลลี พันธมิตรคนสนิทของทรัมป์และผู้แทนพิเศษของทรัมป์ด้านพันธมิตรระดับโลก ได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Repubblica ของอิตาลี โดยส่งสัญญาณถึงผลกระทบและแนวโน้มความสัมพันธ์ในอนาคตไว้อย่างชัดเจนว่า "นี่คือจุดยืนอย่างเป็นทางการ และในขณะนี้มันบ่งชี้ถึงการแตกหักอย่างสิ้นเชิง" (Clean break)