กองบัญชาการทหารอิหร่าน ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ตอบโต้ปฏิบัติการโจมตีทางทหารของอิสราเอลในพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอน โดยระบุว่า เป็นการละเมิดข้อตกลงที่ทำไว้กับสหรัฐ ท่ามกลางความพยายามทางการทูตที่กำลังดำเนินไป เมื่อทั้งตัวแทนจากสหรัฐและอิหร่านเตรียมมุ่งหน้าสู่สวิตเซอร์แลนด์เพื่อเปิดโต๊ะเจรจาและแก้ไขสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคอย่างเร่งด่วน
กองบัญชาการกลางคาทัม-อัล อันบิยา (Khatam-al Anbiya Central Headquarters) ของอิหร่าน ออกแถลงการณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐ ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะถูกปิดไม่ให้เรือสัญจรผ่าน โดยย้ำว่านี่เป็นเพียงก้าวแรกในการตอบโต้การผิดคำสัญญาของศัตรู และหากการรุกรานยังคงดำเนินต่อไป อิหร่านจะยกระดับมาตรการเพิ่มเติมเพื่อบีบให้อีกฝ่ายต้องปฏิบัติตามพันธกรณีให้ได้
สำนักข่าวอัลจาซีราวิเคราะห์เบื้องต้นว่า ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าคำสั่งปิดช่องแคบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในทันที หรือเป็นเพียงคำขู่ทางยุทธศาสตร์ แต่สถานการณ์นี้ได้สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อสหรัฐในการเข้ามาแทรกแซงและบังคับให้อิสราเอลปฏิบัติตามเงื่อนไขในบันทึกความเข้าใจ (MOU) หลังเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านได้แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง และส่งสัญญาณชัดเจนว่าความคืบหน้าในการเจรจาจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความรุนแรงในเลบานอนเป็นสำคัญ
ด้านความเคลื่อนไหวทางการทูต เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Fox News คาดว่าจะเดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์เพื่อเจรจากับอิหร่านในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยระบุว่า อาจมีความเป็นไปได้ที่จะเริ่มพูดคุยเพื่อยุติสงครามในวันที่ 21 มิ.ย. นี้
ขณะนี้ สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของสหรัฐ และจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เดินทางถึงสวิตเซอร์แลนด์แล้ว อย่างไรก็ดี แวนซ์ยืนยันว่าสหรัฐยังมั่นใจว่าจะรักษาข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านได้ และยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าอิหร่านได้ทำการปิดช่องแคบฮอร์มุซจริงตามที่กล่าวอ้าง
เช่นกันกับสื่อท้องถิ่นของอิหร่านทั้ง Fars และ Mehr ต่างรายงานว่า คณะผู้แทนของอิหร่านกำลังออกเดินทางไปยังสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อกดดันให้สหรัฐทำตามพันธกรณีภายใต้ข้อตกลงชั่วคราว โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านเตือนว่า หากสหรัฐปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามข้อตกลง อิหร่านก็พร้อมจะตอบโต้ด้วยมาตรการที่จำเป็นทันที
แม้จะมีความพยายามในการผลักดันข้อตกลงหยุดยิง แต่สถานการณ์บนพื้นที่สู้รบระหว่างอิสราเอลกับเลบานอนยังคงรุนแรง ปฏิบัติการของอิสราเอลตั้งแต่ช่วงเช้ามืดส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 32 ราย สำนักข่าวแห่งชาติเลบานอนรายงานว่า การโจมตีที่เมืองโซห์มอร์ (Sohmor) ทางตะวันตกของเขตเบกา (Bekaa) ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 รายและบาดเจ็บ 1 ราย ขณะที่ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านสุขภาพของเลบานอนระบุว่า การโจมตีในพื้นที่เขตกานาริต (Qanarit) คร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 7 ราย และบาดเจ็บอีก 13 ราย
ในทางกลับกัน กองทัพอิสราเอลอ้างว่า กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ยิงขีปนาวุธกว่า 50 ลูกเข้าใส่กองกำลังอิสราเอลที่ปฏิบัติการอยู่ทางตอนใต้ของเลบานอนในช่วงข้ามคืน ส่งผลให้อิสราเอลต้องตอบโต้ด้วยการโจมตีเป้าหมายของฮิซบอลเลาะห์หลายสิบแห่ง ซึ่งรวมถึงฐานยิงจรวด คลังอาวุธ และศูนย์บัญชาการ
ซามี นาเดอร์ ผู้อำนวยการสถาบัน Levant Institute for Strategic Affairs ประเมินแนวโน้มสถานการณ์ว่า ความรุนแรงระลอกล่าสุดเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าข้อตกลงหยุดยิงกับอิสราเอลนั้นเปราะบางมาตั้งแต่ต้น เนื่องจากมหาอำนาจแต่ละฝ่ายมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน สหรัฐมุ่งเป้าไปที่การจัดการปัญหาโครงการนิวเคลียร์ ขณะที่อิสราเอลมองว่านี่คือภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของชาติ ส่วนอิหร่านก็ถือว่าเลบานอนเป็นส่วนสำคัญของความมั่นคงแห่งชาติ ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างนี้ส่งผลให้เลบานอนต้องตกอยู่ตรงกลางและเป็นผู้แบกรับความสูญเสีย ซึ่งตราบใดที่กองทัพอิสราเอลยังคงรุกคืบเข้าสู่ตอนใต้ของเลบานอน ก็มีแนวโน้มที่ไม่อาจแยกวิกฤตการณ์นี้ออกจากกระบวนการเจรจาของภูมิภาคได


