วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘รัสเซีย’ เปิดช่องคุยหาก ‘ยุโรป’ ปรับท่าทีใหม่ หลัง ‘อียู’ ไม่พึ่งทรัมป์-เริ่มติดต่อมอสโกเอง

รัฐบาลรัสเซีย ส่งสัญญาณพร้อมเปิดรับการหารือกับกลุ่มประเทศยุโรป แต่ยืนกรานจะไม่ยอมรับข้อเรียกร้องหรือคำขาดใดๆ ท่ามกลางแนวโน้มที่สหภาพยุโรปจะเริ่มหันกลับมาแสวงหาช่องทางการทูตกับรัฐบาลมอสโก หลังตัดขาดความสัมพันธ์มาตั้งแต่สงครามยูเครน 

ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน เปิดเผยเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. ที่ผ่านมาว่า การฟื้นฟูช่องทางการติดต่อสื่อสารระหว่างกันถือเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากมีประเด็นปัญหาที่ซับซ้อนจำนวนมหาศาลรอการแก้ไข

อย่างไรก็ตาม ฝั่งยุโรปจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวทางที่มีต่อรัสเซียเสียใหม่ รัสเซีย ตกลงจะคุย หากอีกฝ่ายเปิดกว้างที่จะหารืออย่างแท้จริง ไม่ใช่การมาสั่งสอนศีลธรรม หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การยื่นคำขาด (Ultimatums)

"ฝ่ายยุโรปกำลังมีความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง พวกเขาทึกทักเอาเองว่าการเจรจากับรัสเซียจะต้องดำเนินการจากจุดที่ตนเองมีอำนาจเหนือกว่า และตั้งอยู่บนสมมติฐานถึงความอ่อนแอของรัสเซีย ซึ่งนี่คือความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุด ... การหารือในลักษณะดังกล่าวจะไม่มีทางเกิดผลลัพธ์ใดๆ" โฆษกเครมลินกล่าวกับผู้สื่อข่าว

 

สอดคล้องกับท่าทีของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ที่เคยออกมาระบุว่ารัสเซียเปิดกว้างสำหรับการเจรจากับรัฐบาลในยุโรป แต่ฝ่ายยุโรปควรเป็นผู้เริ่มก้าวแรกก่อน เนื่องจากยุโรปเป็นฝ่ายที่ตัดสินใจตัดความสัมพันธ์ไปเอง ทั้งนี้ ที่ผ่านมา อียู ได้ประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียไปแล้วถึง 20 รอบนับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากบุกยูเครน

หลังจากที่อียูสงวนท่าทีมานานกว่าหนึ่งปี และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ในการเป็นคนกลางพยายามยุติความขัดแย้ง ล่าสุดอียูได้เริ่มกลับมาติดต่อไปยังรัสเซียอย่างระมัดระวังอีกครั้ง โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอียูเปิดเผยเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ที่ผ่านมาว่า สำนักงานประธานคณะมนตรียุโรปได้ทำการ "ติดต่อหารือในระดับการทูตช่วงสั้นๆ" กับทำเนียบเครมลินในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อเปิดช่องทางการสื่อสารระหว่างกัน

ทางด้าน คริสเตียน สต็อกเกอร์ นายกรัฐมนตรีออสเตรีย ให้สัมภาษณ์กับ Financial Times ที่ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ที่ผ่านมาว่า อียูควรใช้โอกาสจากกระแสที่พยายามจัดการเจรจาสันติภาพในยูเครนนั้น มาเดินหน้าผลักดันการเจรจากับประธานาธิบดีปูติน

อย่างไรก็ตาม ความริเริ่มของประธานคณะมนตรียุโรป ได้เผยให้เห็นถึงความแตกแยกในที่ประชุมสุดยอดผู้นำอียูที่กรุงบรัสเซลส์ โดยผู้นำบางส่วนระบุว่าความเคลื่อนไหวของประธานคณะมนตรียุโรปไม่ได้ผ่านการประสานงานร่วมกับชาติสมาชิก และมองว่าอียูควรมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มแรงกดดันต่อรัสเซียให้หนักขึ้นมากกว่า

ในมุมของสถานการณ์สู้รบ ยูเครนประเมินว่าตนกำลังเป็นฝ่ายพลิกเกมกลับมาได้เปรียบในสงครามครั้งนี้ จากผลพวงของการยกระดับปฏิบัติการส่งโดรนเข้าไปโจมตีในดินแดนรัสเซีย โดยมุ่งเป้าไปที่ท่าเรือ โรงกลั่นน้ำมัน และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญอื่นๆ แม้ทางการมอสโกจะออกมาโต้แย้งก็ตาม

 

อ้างอิง Reuters