ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ลงนามในข้อตกลงชั่วคราวเพื่อยุติสงครามกับอิหร่านและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เร่งรัดเวลาให้ข้อตกลงมีผลบังคับใช้เร็วขึ้น เสียงค้านในสหรัฐดังขรม
บลูมเบิร์ก รายงานว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในข้อตกลงชั่วคราวเพื่อยุติสงครามกับอิหร่านและเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งเป็นการเร่งรัดกรอบเวลาให้ข้อตกลงมีผลบังคับใช้เร็วขึ้น แม้ว่าจะเผชิญกับกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงจากกลุ่มรีพับลิกันที่มองว่า ข้อตกลงนี้ไม่ต่างอะไรกับ "ชัยชนะของรัฐบาลเตหะราน"
เจ้าหน้าที่สหรัฐ และสื่อของรัฐบาลอิหร่านระบุว่า เจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศได้ร่วมลงนามในข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวนี้ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เมื่อค่ำวันพุธ (17 มิ.ย.69) ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐ ยืนยันว่า บันทึกความเข้าใจ (MOU) ดังกล่าวมีผลบังคับใช้แล้ว แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าช่องแคบฮอร์มุซได้เปิดให้สัญจรแล้วหรือยัง
รายงานระบุว่า ทรัมป์ได้ลงนามในเอกสารนี้ ณ พระราชวังแวร์ซาย ใกล้กรุงปารีส ระหว่างร่วมโต๊ะอาหารค่ำกับประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส
- รายละเอียดในข้อตกลงและก้าวต่อไป
จากร่างข้อตกลงที่สำนักข่าว Bloomberg ได้เห็น และฉบับที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐนำมาแถลงต่อสื่อมวลชน ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะต้องถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ถูกปิดกั้นมานานหลายเดือนจนส่งผลให้ราคาพลังงานทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น
- ประเด็นสำคัญในเนื้อหาข้อตกลง
มาตรการผ่อนปรนทันที: สหรัฐ จะยกเว้นการคว่ำบาตรต่อน้ำมันของอิหร่านในทันที
การเจรจาในอนาคต: การเจรจาเกี่ยวกับประเด็นนิวเคลียร์ รวมถึงผลประโยชน์ทางการเงินเพิ่มเติมที่อิหร่านอาจได้รับ จะตามมาหลังจากนี้
การเคลียร์พื้นที่: เมื่อข้อตกลงมีผลบังคับใช้ สายตาของทั่วโลกจะจับจ้องไปที่บริษัทเดินเรือสินค้าที่เคยหยุดส่งเรือผ่านช่องแคบนี้เนื่องจากการปิดกั้นของทั้งสองฝ่าย โดยก่อนหน้านี้ทรัมป์ระบุว่า ข้อตกลงจะได้รับการลงนามอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 มิถุนายน เพื่อเปิดทางให้มีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในช่องแคบให้เสร็จสิ้นก่อน
- เสียงวิจารณ์อย่างดุเดือดจากกรุงวอชิงตัน
กระแสตอบรับในวอชิงตันกลับเต็มไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนจากพันธมิตรของทรัมป์เอง ซึ่งเคยเป็นกลุ่มที่สนับสนุนการใช้กำลังทหารโจมตีอิหร่านมาก่อน
"ประวัติศาสตร์สอนเราว่า การมอบเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ให้กับกลุ่มคนคลั่งศาสนาที่ต้องการจะฆ่าเรา ไม่ใช่ความคิดที่ดีเลย" สมาชิกวุฒิสภา เทด ครูซ จากพรรครีพับลิกันรัฐเท็กซัส กล่าว
แม้แต่ สว. ลินด์ซีย์ เกรแฮม หนึ่งในพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของทรัมป์ในสภาคองเกรส ก็กล่าวว่า บันทึกความเข้าใจนี้เป็นเพียงแค่ "กรอบการทำงานเพื่อให้ได้ข้อตกลง" มากกว่าจะเป็นข้อตกลงที่สมบูรณ์ แม้เขาจะชื่นชมทรัมป์ที่พยายามสร้างความยุติธรรม แต่ก็ยอมรับว่ามีหลายส่วนที่เขาไม่ชอบ และยังกังขาว่าประธานาธิบดีจะสามารถบรรลุข้อตกลงที่เด็ดขาดกับอิหร่านในเรื่องโครงการนิวเคลียร์ได้จริงหรือไม่
- ทรัมป์แจง "ทำเพื่อสกัดวิกฤตเศรษฐกิจโลก"
จากการที่อุปทานพลังงานในอ่าวเปอร์เซียลดน้อยลงตลอดความขัดแย้งนาน 3 เดือน และความตึงเครียดทางเศรษฐกิจที่ก่อตัวขึ้นทั่วโลก ทรัมป์ส่งสัญญาณว่า "ความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่" คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาตัดสินใจยุติสงครามที่เขาเป็นคนเปิดฉากเองเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ โดยทรัมป์ซึ่งอยู่ระหว่างการร่วมประชุมสุดยอด G7 ที่ฝรั่งเศส กล่าวว่า หากความขัดแย้งทางทหารบานปลายไปมากกว่านี้ "มันอาจทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะตกต่ำครั้งใหญ่ (International Depression) ได้"
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้แก้ต่างในประเด็นที่ข้อตกลงนี้ "ไม่ได้รวม" เรื่องโครงการขีปนาวุธนำวิถีของอิหร่านเอาไว้ด้วย (ซึ่งเป็นประเด็นที่ทางการอิสราเอลและ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศของเขาเอง เคยใช้เป็นเหตุผลในการทำสงคราม) โดยทรัมป์กล่าวว่า เรื่องขีปนาวุธจะถูกยกไปหารือพร้อมกับโครงการนิวเคลียร์ในการเจรจาครั้งต่อ ๆ ไป พร้อมเสริมว่า อิหร่านเอง "ก็จำเป็นต้องมีไว้บ้าง เพราะประเทศอื่นเขาก็มีกัน"
- ประเด็นเงินอุดหนุนและทรัพย์สินที่ถูกอายัด
สำหรับแผนพัฒนาและฟื้นฟู 3 แสนล้านดอลลาร์ ทรัมป์ปกป้องแผนการพัฒนาอิหร่านมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์ ที่ระบุใน MOU โดยย้ำว่าจะไม่มีการใช้เงินสดจากรัฐบาลสหรัฐ และอิหร่านจะได้รับประโยชน์ก็ต่อเมื่อ "ทำตัวดี" เท่านั้น พร้อมขู่ว่ากองทัพสหรัฐพร้อมจะโจมตีอิหร่านอีกครั้งหากผู้นำอิหร่านไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง
คืนทรัพย์สินที่ถูกแช่แข็ง: ทรัมป์ส่งสัญญาณว่าพร้อมจะปล่อยคืนทรัพย์สินมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ของอิหร่านที่สหรัฐ อายัดไว้หลายปี (ซึ่งเขาเคยปฏิเสธมาตลอด) โดยให้เหตุผลใหม่ว่าหากไม่ทำเช่นนี้ จะส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นในค่าเงินดอลลาร์ "ถ้าเราไม่คืนเงินให้พวกเขา ต่อไปคงไม่มีใครยอมมาลงทุนในสกุลเงินดอลลาร์อีก"
- ตลาดน้ำมันขานรับ แต่ความเสี่ยงยังมีอยู่
ข้อตกลงเบื้องต้นนี้ช่วยลดความตึงเครียดในตลาดพลังงานโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ Brent ร่วงลงต่ำกว่า 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ตาม MOU ฉบับนี้ได้โยนข้อพิพาทที่ยุ่งยากที่สุด เช่น เรื่องคลังเก็บยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่าน ไปไว้ในการเจรจาที่จะเกิดขึ้นในอีก 60 วันข้างหน้า ซึ่งทรัมป์ระบุว่าเส้นตาย 60 วันนี้ไม่ใช่ตัวเลขที่ยืดหยุ่นไม่ได้ ตราบใดที่อิหร่านยังทำตัวดีอยู่
แต่การเจรจาหลังจากนี้คาดว่าจะเต็มไปด้วยความตึงเครียด เนื่องจากทรัมป์กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากพรรครีพับลิกันที่มองว่าเขายอมอ่อนข้อมากเกินไป และเห็นว่ากองทัพสหรัฐ ควรจะ "ปิดจ๊อบ" ให้เด็ดขาด
"ตอนนี้อิหร่านกำลังตกเป็นรองและอ่อนแอที่สุดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน... สิ่งที่ผมกังวลเกี่ยวกับ MOU นี้คือ มันไม่มีการพูดถึงการรื้อถอนโครงการอาวุธนิวเคลียร์ที่สามารถตรวจสอบได้เลย มันเป็นแค่การทำซ้ำคำสัญญาเดิม ๆ ของอิหร่านในอดีตว่าจะไม่มีโครงการนิวเคลียร์เท่านั้น"
ไมค์ เพนซ์ อดีตรองประธานาธิบดีในสมัยแรกของทรัมป์ กล่าว
- ความเสี่ยงทางการเมืองและผลลัพธ์ของสงคราม
ข้อตกลงนี้สร้างความเสี่ยงทางการเมืองให้กับทรัมป์อย่างมาก เนื่องจากเป็นเวลาหลายปีที่เขาเคยโจมตีข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 (JCPOA) ยุคบารัก โอบามา ว่าเป็น "ข้อตกลงที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์" และเป็นการเอื้อประโยชน์ทางการเงินครั้งใหญ่ให้เตหะราน ก่อนที่ทรัมป์จะฉีกสัญญาในปี 2018 และสัญญาว่าจะทำข้อตกลงที่ดีกว่าเดิมมาก แต่เมื่อรายละเอียดของข้อตกลงนี้ปรากฏออกมา สมาชิกพรรครีพับลิกันหลายคนกลับวิจารณ์ว่าสงครามที่ผ่านมานั้น "ไม่คุ้มค่าเลย"
"ก่อนสงคราม ช่องแคบก็เปิดอยู่ อิหร่านก็โดนคว่ำบาตรอย่างหนัก และทหารของเรา 13 นายก็ยังคงมีชีวิตอยู่... แต่ตอนนี้ ทหารอเมริกันตายไป 13 นาย ประชาชนต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงลิ่ว มาตรการคว่ำบาตรกำลังจะถูกยกเลิก และการทิ้งระเบิดก็หยุดลง นี่คือความล้มเหลวทางนโยบายต่างประเทศที่แย่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ"
สัญญาวุฒิสภา บิล แคสซิดี จากรัฐหลุยเซียนา โพสต์บนโซเชียลมีเดีย
ตามกำหนดการ บันทึกความเข้าใจนี้จะได้รับการลงนามอย่างเป็นทางการโดยรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ และ โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ณ เมืองเบอร์เกนสต็อค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
- สรุปสงครามที่ไปไม่ถึงเป้าหมาย
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ทรัมป์และนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ได้เปิดฉากสงครามด้วยการทิ้งระเบิดโจมตีอิหร่าน โดยอ้างว่าเพื่อหยุดยั้งไม่ให้ประเทศนี้สร้างอาวุธนิวเคลียร์ แต่สงครามครั้งนี้กลับไปไม่ถึงเป้าหมายแรกเริ่ม แม้ว่ากองกำลังของสหรัฐ และอิสราเอลจะสร้างความเสียหายต่อกองทัพและเศรษฐกิจของอิหร่านอย่างหนัก แต่รัฐบาลอิหร่านก็ยังคงยืนหยัดอยู่ได้ ผิดกับที่ทรัมป์เคยประกาศไว้ว่าประชาชนอิหร่านจะลุกขึ้นมา "ยึดอำนาจ" โค่นล้มรัฐบาลตนเอง
ยิ่งไปกว่านั้น เตหะรานยังแสดงให้เห็นว่าพวกเขายังคงคุกคามภูมิภาคนี้ได้ด้วยโดรนและขีปนาวุธ และสามารถกดดันทำเนียบขาวให้ยอมกลืนน้ำลายมาทำข้อตกลง ด้วยการสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งการที่ราคาน้ำมันในสหรัฐ พุ่งสูงขึ้นจากเหตุการณ์นี้ ได้ส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมของทรัมป์และพรรครีพับลิกันอย่างรุนแรง ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้
นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Economics สรุปสาระสำคัญของข้อตกลงนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า
"แก่นแท้ของข้อตกลงชั่วคราวนี้คือการ 'แลกเปลี่ยนการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ กับการผ่อนปรนทางเศรษฐกิจ' แต่การแลกเปลี่ยนนี้ไม่เท่าเทียม เพราะสิ่งที่อิหร่านได้รับกลับคืนมานั้นมากมายและเป็นสิ่งใหม่ ในขณะที่วอชิงตันเป็นฝ่ายเพิ่งจะได้ผลประโยชน์บางอย่างที่เคยมีอยู่แล้วก่อนสงครามในเดือนกุมภาพันธ์กลับคืนมาเท่านั้น"


