วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน 2569

Login
Login

การปรับตัวของไทยต่อกฎบรรจุภัณฑ์ใหม่ของสหภาพยุโรป: จากการปฏิบัติตามสู่การยกระดับทั้งระบบ | World Wide View

กฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ของสหภาพยุโรป จะมีผลบังคับใช้ 12 ส.ค. นี้ คำถามสำคัญ คือ ไทยจะปรับตัวให้ทันได้อย่างไร เพื่อรับมือกับความท้าทายที่อาจทำให้สินค้าถูกปฏิเสธจากตลาดสหภาพยุโรป หากไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐาน PPWR ได้

ในวันที่ 12 ส.ค.2569 กฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ของสหภาพยุโรป (EU Packaging and Packaging Waste Regulation: PPWR) จะเริ่มมีผลบังคับใช้ โดยบรรจุภัณฑ์ทุกประเภทที่เข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรป (อียู) ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดสำคัญ โดยเฉพาะในขั้นการออกแบบ เช่น การจัดทำเอกสารทางเทคนิค (Technical Documentation) และใบสำแดงการปฏิบัติตามกฎ (Declaration of Conformity) การห้ามใช้สารเคมีกลุ่ม PFAS ที่ไม่ย่อยสลายและเป็นอันตราต่อสุขภาพในบรรจุภัณฑ์อาหาร การลดพื้นที่ว่างในบรรจุภัณฑ์ขนส่ง การกำหนดสัดส่วนวัสดุรีไซเคิล และการติดฉลากเพื่อให้เข้าถึงข้อมูลบรรจุภัณฑ์ได้ ข้อกำหนดเหล่านี้จะกระทบต่อผู้ประกอบการในไทยตลอดห่วงโซ่มูลค่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กลุ่มธุรกิจส่งออกไทยที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจาก PPWR ครอบคลุมหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มซึ่งเป็นผู้ใช้บรรจุภัณฑ์รายใหญ่ ได้แก่ ไก่แปรรูป ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป สิ่งปรุงรสอาหาร ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ข้าว อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป รวมถึงเครื่องดื่ม ซึ่งเมื่อปี 2566 มีมูลค่าการส่งออกรวมกว่า 2,303 ล้านดอลลาร์ 

การปรับตัวของไทยต่อกฎบรรจุภัณฑ์ใหม่ของสหภาพยุโรป: จากการปฏิบัติตามสู่การยกระดับทั้งระบบ | World Wide View

 

นอกจากนี้ ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์โดยตรง โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์พลาสติกและบรรจุภัณฑ์โลหะซึ่งมีมูลค่าส่งออกไปสหภาพยุโรปอยู่ที่ 77 และ 23.5 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ ก็จะได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในกลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้จะเผชิญความท้าทายมากกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ เนื่องจากขาดทรัพยากรและระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับข้อกำหนดใหม่ที่ซับซ้อน อาจส่งผลให้สินค้าถูกปฏิเสธหรือเรียกคืนจากตลาดสหภาพยุโรปหากไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐาน PPWR ได้ ผู้ที่ปรับตัวได้ก่อนย่อมรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดอียูได้

คำถามสำคัญ คือ ไทยจะปรับตัวให้ทันได้อย่างไร และในระยะยาว ควรกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนของไทยอย่างไร

ขณะเดียวกัน ไทยกำลังผลักดันร่าง พ.ร.บ. การจัดการบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน พ.ศ. .... ที่มีหลักการสอดคล้องกับ PPWR หลายประการ เช่น การออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อการรีไซเคิล การใช้วัสดุรีไซเคิล และการกำจัดสารอันตราย ระหว่างวันที่ 20-23 เม.ย. 2569 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ ร่วมกับ GIZ Thailand ได้นำผู้เชี่ยวชาญไทยที่อยู่ระหว่างพัฒนากฎหมายลูกเพื่อจัดตั้งหน่วยงานทวนสอบและตรวจรับรองบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนภายใต้ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว เดินทางเยือนกรุงบรัสเซลส์เพื่อศึกษาระบบห่วงโซ่มูลค่าบรรจุภัณฑ์ของอียูในเชิงเทคนิค ครอบคลุมตั้งแต่เกณฑ์ recyclability criteria เทคโนโลยีลดความซับซ้อนของพลาสติก การตรวจสอบ recycled content ไปจนถึงระบบผู้ทวนสอบ และการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์ภายใต้โมเดล Extended Producer Responsibility (EPR) ของเบลเยียม องค์ประกอบเหล่านี้ คือ “โครงสร้างพื้นฐานเชิงระบบ” ที่ไทยต้องพัฒนาเพื่อให้การจัดการบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริงตลอดห่วงโซ่

ในเชิงนโยบาย ไทยไม่ควรมอง PPWR เป็นเพียงข้อกำหนดที่ต้องปฏิบัติตาม แต่ควรใช้เป็น “ตัวเร่ง” ในการยกระดับระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนของไทยทั้งระบบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการบรรจุภัณฑ์ไปพร้อมกัน การเยือนข้างต้นเป็นหนึ่งในการดำเนินงานของสถานเอกอัครราชทูตฯ ในการเพิ่มมุมมองจากยุโรปในการออกแบบกฎหมายและมาตรฐานของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและความต้องการของตลาดหลักอย่างอียู เพื่อลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการและรักษาการเข้าถึงตลาดในระยะยาว ทั้ง PPWR และร่าง พ.ร.บ. การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน พ.ศ. .... จึงเป็นทั้ง “โอกาส” และ “ความท้าทาย” โอกาสอยู่ที่การเกิดธุรกิจและการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ เช่น ธุรกิจการคัดแยกขยะและการรีไซเคิล เทคโนโลยีวัสดุ ธุรกิจการทดสอบและรับรอง (Testing, Inspection, and Certification: TIC) การยกระดับ “ซาเล้ง” และแรงงานในระบบคัดแยกขยะ ขณะที่ความท้าทาย คือ การปรับปรุงแก้ไขและการบังคับใช้กฎหมาย การจัดการและใช้ประโยชน์จากขยะอย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเชิงระบบที่ได้มาตรฐานสากลรองรับ ไทยมีข้อได้เปรียบในด้านค่านิยมด้านการส่งเสริมความยั่งยืน จึงไม่น่าจะยากมากที่จะโน้มน้าวให้ทุกภาคส่วนหันมาขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจัง ในการทำตลาดกับอียู ไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการเน้นปริมาณการส่งออก ไปสู่การสร้างมูลค่าและความน่าเชื่อถือในห่วงโซ่อุปทาน โดยภาคเอกชนควรเร่งลงทุนเพื่อปรับตัว ซึ่งไม่เพียงช่วยคงตลาดอียูในวันนี้ แต่เปิดโอกาสสู่ตลาดอื่นในอนาคตด้วย

ในห้วงการเยือนดังกล่าว เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2569 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ ในฐานะประธานคณะกรรมการอาเซียนประจำกรุงบรัสเซลส์ ได้ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตประเทศสมาชิกอาเซียนและ GIZ Thailand จัดงานสัมมนา ASEAN-EU Seminar on Circular Economy: Aligning ASEAN and EU Policies and Opportunities under EU Circular Economy Regulations เพื่อย้ำความสอดคล้องเชิงนโยบายระหว่างสองภูมิภาคและโอกาสในการยกระดับความร่วมมือในการสร้างระบบนิเวศรองรับกฎระเบียบของอียู ท่ามกลางแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ทรัพยากรขาดแคลนและมีราคาสูง เช่น เม็ดพลาสติกที่ปัจจุบันราคาเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ในระยะยาวไทยและอาเซียนจะรับประกันความเพียงพอของทรัพยากรต่อการผลิตและบริโภคในประเทศได้อย่างไร แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนของอียู โดยการนำสิ่งของใช้แล้วกลับมาเป็นทรัพยากรและสร้าง “ตลาดวัสดุรีไซเคิล” อาจเป็นคำตอบสำคัญ ไทย อาเซียน และอียู สามารถร่วมกันพัฒนา “ตลาดวัสดุรีไซเคิล” ได้ โดยมีหัวใจ คือ การสร้างความเชื่อมั่นในระบบ ตั้งแต่คุณภาพวัสดุ มาตรฐานการผลิต ระบบการทดสอบและรับรอง ไปจนถึงความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นพื้นฐานเดียวกับที่ PPWR ให้ความสำคัญ และเป็นสิ่งที่ไทยต้องเริ่มลงมืออย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้