รายงานล่าสุดชี้ สหรัฐยังคงเป็นผู้ส่งออกอาวุธรายใหญ่สุดของโลก แต่สงครามอิหร่านทำให้คลังแสงตึงตัวและเลื่อนการส่งมอบสินค้าให้พันธมิตร ก่อให้เกิดคำถามถึงความน่าเชื่อถือในช่วงวิกฤติ
เว็บไซต์แชนเนลนิวส์เอเชีย (ซีเอ็นเอ) รายงานข้อมูลจากสถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสต็อกโฮล์มระบุ ระหว่างปี 2021-2025 สหรัฐส่งออกอาวุธสำคัญคิดเป็น 42% ของโลก เช่น เครื่องบินรบและระบบขีปนาวุธ สูงกว่ารัสเซีย จีน และสหภาพยุโรปรวมกัน
แต่แม้เป็นเจ้าในตลาดอาวุธโลก รัฐบาลวอชิงตันกำลังเผชิญแรงกดดันมากทุกขณะ สินค้าในคลังแสงร่อยหรอภายในไม่กี่เดือนที่ทำสงครามกับอิหร่าน
- ส่งไม่ทันตามออเดอร์
โปแลนด์เป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบ สั่งซื้อเครื่องบินรบ F-35A Lightning II 32 ลำ ได้รับสามลำแรกเมื่อเดือน พ.ค. ที่เหลืออีก 29 ลำมีกำหนดส่งมอบภายในสิ้นทศวรรษ 2030 ปัจจุบันนักบินโปแลนด์กำลังฝึกบินภายใต้โครงการขายอาวุธให้ต่างประเทศ
แต่รายงานระบุว่าวอชิงตันได้เตือนพันธมิตรรวมถึงโปแลนด์ ให้เตรียมรับการส่งมอบอาวุธล่าช้าเนื่องจากสหรัฐกำลังเร่งฟื้นฟูคลังอาวุธของตน
ในเดือน เม.ย. พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยอมรับกับคณะกรรมาธิการของวุฒิสภาว่า การจะเติมของต้องใช้เวลา
ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ฮุง ก่าว รักษาการรัฐมนตรีทบวงกองทัพเรือสหรัฐ กล่าวว่า กระทรวงกลาโหมระงับแพคเก็จขายอาวุธ 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์แก่ไต้หวัน เพื่อรับประกันว่ากองทัพสหรัฐยังมีคลังแสงเพียงพอสำหรับความขัดแย้งในอิหร่าน
“ตอนนี้เราระงับออเดอร์ไว้เพื่อมั่นใจได้ว่า เรามีอาวุธเพียงพอสำหรับปฏิบัติการ Epic Fury ที่เรามีอยู่มากมาย” เขากล่าวอ้างถึงปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน
"เราแค่ต้องการมั่นใจได้ว่า เรามีทุกอย่างครบถ้วน แต่การขายยุทโธปกรณ์ทางทหารให้ต่างประเทศจะดำเนินต่อไปเมื่อรัฐบาลเห็นว่าจำเป็น”
ในการปาฐกถาเวทีแชงกรี-ลาไดอะล็อกที่สิงคโปร์เมื่อเดือนก่อน เฮกเซธพยายามสร้างความมั่นใจกับเหล่าผู้กำหนดนโยบายว่า สหรัฐยังคงมีอาวุธยุทโธปกรณ์ครบครัน แม้ว่าจะกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้งก็ตาม
“คลังแสงของเราพอยิ่งกว่าพอ ทั้งที่นั่นและทั่วโลก” เฮกเซธกล่าว
“เราอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งมากๆ และมีแต่จะดีขึ้นเมื่อพูดถึงอนาคต การตัดสินใจใดๆ เรื่องการขายอาวุธให้ไต้หวันในอนาคตนั้น ก็อย่างที่ประธานาธิบดีพูด ขึ้นอยู่กับเขา”
อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวจากหน้าสื่อชี้ว่า การส่งมอบให้พันธมิตรสหรัฐรายอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร นอร์เวย์ เอสโตเนีย ลิทัวเนีย และสวิตเซอร์แลนด์ ล่าช้าด้วยเช่นกัน
แอชลีย์ โร้ก ผู้สื่อข่าวอาวุโสสายทหารจากสำนักข่าว Breaking Defense เผยว่า ความล่าช้ายิ่งทำให้พันธมิตรไม่มั่นใจว่าจะพึ่งพาอาวุธสหรัฐมากต่อไปได้หรือไม่
“สหรัฐกำลังผลักดันโดยเฉพาะพันธมิตรและหุ้นส่วนในยุโรปให้เพิ่มการลงทุนและการผลิตภายในประเทศของตนเอง แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็จำเป็นต้องลงทุนในสหรัฐต่อไปด้วย” โร้กกล่าวและว่า กระบวนการขายอาวุธให้ต่างประเทศที่ไม่ชัดเจน ยิ่งเพิ่มความกังวลเหล่านั้น ประเทศที่ลงทุนในระบบอาวุธของสหรัฐอาจประสบปัญหาในการวางแผนความต้องการอาวุธ หากกำหนดการส่งมอบไม่แน่นอนเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงลำดับความสำคัญทางการเมือง
- เติมของใหม่ต้องใช้เวลา
ความท้าทายนี้ยากพอดู ศูนย์เพื่อยุทธศาสตร์และการระหว่างประเทศศึกษา กลุ่มคลังสมองในวอชิงตันรายงานว่า ระหว่างทำสงครามกับอิหร่านสหรัฐยิงขีปนาวุธร่อนโทมาฮอว์กไปกว่า 1,000 ลูก ต้องใช้เวลาราว 4-5 ปี กว่าคลังแสงสหรัฐจะกลับมาสู่ระดับก่อนสงคราม
ไมเคิล โอแฮนลอน นักวิจัยอาวุโส ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยโครงการนโยบายต่างประเทศ สถาบันบรูกกิงส์ กล่าวว่า อาวุธสำคัญหลายตัว เช่น ระบบป้องกันภัยทางอากาศระดับสูง (THAAD) และขีปนาวุธสกัดกั้นแพทริออตถูกใช้งานไปมาก คลังสำรองขีปนาวุธร่อนโทมาฮอว์กก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน
นักวิเคราะห์เตือนว่า อาวุธที่ร่อยหรออาจบั่นทอนการป้องปรามของสหรัฐ เป็นไปได้ว่าอาจทำให้คู่แข่งอย่างจีนและรัสเซียฮึกเหิม และกัดเซาะความมั่นใจของพันธมิตรของอเมริกาไปพร้อมๆ กัน
“พันมิตรสหรัฐยิ่งไม่มั่นใจกว่าเดิมว่าเราจะช่วยพวกเขาได้” โอแฮนลอนกล่าวแต่ก็เตือนว่า อย่าประเมินความเสี่ยงสูงเกินไป
“อะไรก็ตามที่บั่นทอนความสามารถในการป้องปรามเป็นเรื่องน่ากังวล ดังนั้นเราควรผลิตเพิ่ม แต่ผมไม่เห็นด้วยกับความคิดที่ว่า เราใกล้เข้าสู่สงครามเต็มที”
รัฐบาลทรัมป์กำลังปฏิบัติตามแผนเพิ่ม “อาวุธสำคัญ 14 ชนิด” ภายในไม่กี่ปีนี้ เช่น ขีปนาวุธโทมาฮอว์ก และขีปนาวุธสกัดกั้นแพตทริออต
แต่เหล่าผู้สังเกตการณ์กล่าวว่า การขยายขีดความสามารถในการผลิตต้องใช้เวลา อาวุธหลายชนิดไม่สามารถผลิตตามที่พันธมิตรและหุ้นส่วนทั่วโลกสั่งมาได้ สำหรับประเทศที่รออาวุธจากสหรัฐ การส่งมอบล่าช้าทำให้ต้องประเมินใหม่ว่าจะพึ่งพาอาวุธสหรัฐได้มากแค่ไหนในยามวิกฤติ


