การประชุมกลุ่มประเทศ G7 เริ่มแล้ว! เวทีสำคัญที่ชาติจะยุโรปโน้มน้าวทรัมป์เกี่ยวกับข้อตกลงยุติสงครามอิหร่าน และสงครามในยูเครน
ผู้นำประเทศยุโรปเตรียมเตือนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ ในการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศ G7 เกี่ยวกับข้อตกลงยุติสงครามชั่วคราวว่าอาจเสี่ยงต่อการเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ของเตหะราน และโครงการขีปนาวุธนำวิถี ขณะเดียวกันก็ต้องกดดันทรัมป์ให้ทบทวนยุทศาสตร์ต่อยูเครน
การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นแล้วในเมืองเอวิยอง-เลส์-แบงส์ ริมทะเลสาบเจนีวา ซึ่งการประชุมที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-17 มิ.ย. นี้ได้รวมผู้นำจากฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร แคนาดา เยอิรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น และสหรัฐมาอยู่ที่เดียวกัน รวมถึงสหภาพยุโรป (อียู)
ทรัมป์เดินทางถึงฝรั่งเศสในช่วงเย็นวันจันทร์ (15 มิ.ย.) หลังจากสหรัฐและอิหร่านลงตกยุติสงครามเบื้องต้น และเตรียมลงนามอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ (19 มิ.ย.) และกล่าวสั้นๆ หลังเดินทางถึงเอวิยอง-เลส์-แบงส์ว่า
“ข้อตกลงอิหร่านจะนำมาซึ่งความสำเร็จอย่างมาก”
ข้อตกลงนิวเคลียร์หมุดหมายสำคัญ
ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงของฝรั่งเศสกล่าวว่า สิ่งสำคัญ(ในการหารือ)คือการทำให้มั่นใจว่าจะมี “ข้อตกลงที่มั่นคงและจริงจังที่ได้ข้อสรุปเรียบร้อยแล้ว”
มาครงกล่าวในวันอังคารว่า การประชุมผู้นำช่วงกลางวันจะให้ความสำคัญกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย รวมถึงภารกิจทางทะเลที่นำโดยอังกฤษและฝรั่งเศสที่เป็นไปได้ และการค้นหาเส้นทางขนส่งพลังงานทางเลือกที่หลีกเลี่ยงเส้นทางน้ำดังกล่าวได้ ด้านทรัมป์บอกว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดอย่างสมบูรณ์ในวันศุกร์
นอกจากนี้ ผู้นำจากประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี), กาตาร์ และอียิปต์ จะเข้าร่วมประชุมในวันอังคารด้วย แม้พวกเขาไม่ได้ตั้งเป้าหารือรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน แต่บรรดานักการทูตเผยว่า อาจมีการร่างความคาดหวังของพวกเขาต่อเรื่องนี้
ทั้งนี้ ข้อตกลงยุติสงครามชั่วคราวจะเปิดโอกาสให้มีการเจรจาทางเทคนิคที่ซับซ้อนเป็นเวลา 60 วัน รวมถึงโครงการยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่าน และการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร
อย่างไรก็ตาม พันธมิตรต่างกังวลว่า การขาดประสบการณ์ในการเจรจาของทีมสหรัฐอาจประสบกับความล้มเหลวในการบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์ที่แข็งแกร่ง และแก้ไขปัญหาโครงการขีปนาวุธนำวิถีอิหร่านในระยะต่อไป ซึ่งเสี่ยงก่อให้เกิดการเผชิญหน้าที่ยืดเยื้อ
ขณะที่ฝรั่งเศส อังกฤษ และเยอรมนีก็ต้องการมีบทบาทในการกำหนดทิศทางการเจรจาดังกล่าวในอนาคต หลังจากที่ถูกลดบทบาทลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
สามประเทศนี้เคยเข้าร่วมในโครงการนิวเคลียร์ปี 2003 และจากนั้นก็ทำงานกับอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามาเพื่อทำข้อตกลงในปี 2015 แลกกับการผ่อนปรนคว่ำบาตรต่ออิหร่าน ด้านทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์ข้อตกลงดังกล่าว และเขาได้ถอนสหรัฐออกจากดีลนี้ในช่วงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก
“มันไม่เหมือนกับเอกสารของโอบามาหรอก นั่นเป็นเอกสารที่แย่มาก” ทรัมป์กล่าวถึงข้อตกลงของตนก่อนที่จะเข้าประชุมทวิภาคีกับมาครง
โน้มน้าวทรัมป์เรื่องยูเครน
นักการทูตยุโรปมองว่า การประชุมสุดยอดเป็นโอกาสในการโน้มน้าวทรัมป์ให้เชื่อว่าข้อเสนอของสหรัฐก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการยุติการสู้รบในยูเครนนั้น เอื้อประโยชน์ต่อมอสโกมากเกินไป
ยุโรปต้องการส่งสัญญาณว่าพวกเขายินดีที่จะเจรจากับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ในขณะเดียวกันก็เพิ่มมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียและเพิ่มการสนับสนุนทางทหารให้กับยูเครน โดยเน้นย้ำว่ามอสโกต่างหากที่เป็นอุปสรรคต่อความคืบหน้า ไม่ใช่เคียฟ
ด้านทรัมป์คิดว่าปูตินและประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกีของยูเครนพร้อมทำอะไรบางอย่างเกี่ยวกับสงคราม
ทั้งนี้ ในการประชุม G7 ที่ฝรั่งเศสปีนี้ เซเลนสกีได้เข้าร่วมการประชุมในรอบแรกของวันด้วย เพื่อหารือการ “สร้างสันติภาพในยูเครน” และอาจได้พูดคุยกับทรัมป์เป็นการส่วนตัว หลังจากในวันจันทร์เซเลนสกีเผยว่า เขาได้รับข้อเสนอพบปะปูตินในการประชุม G7 เพื่อหารือยุติสงคราม 4 ปี แต่ปูตินยังไม่พร้อมพูดคุยด้วย


