สหรัฐ เตรียมปรับลดการสนับสนุนด้านความมั่นคงจากพันธมิตรองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) โดยมีแผนถอนอาวุธและขีดความสามารถในการโจมตีระยะไกลออกจากยุโรป ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางรอยร้าวทางการทูต เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อพันธมิตรยุโรปที่ปฏิเสธความร่วมมือในสงครามอิหร่าน ขณะที่ยุโรปเองกำลังต้องเร่งสร้างความแข็งแกร่งทางทหารเพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากรัสเซียที่ยังคงคุกรุ่น
รัฐบาลสหรัฐ ได้แจ้งให้ชาติพันธมิตรนาโตทราบตั้งแต่ปีที่แล้วเกี่ยวกับแผนการปรับลดสรรพาวุธทางทหารที่พร้อมสนับสนุนยุโรป แม้แต่ในยามสงครามหรือถูกรุกราน ทว่าที่ผ่านมายังไม่มีความชัดเจนว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐจะจำกัดการเข้าถึงอาวุธยุทโธปกรณ์เหล่านี้อย่างไร
ล่าสุด แหล่งข่าวเปิดเผยกับสำนักข่าว Euronews ว่า สหรัฐจะดำเนินการตัดลดทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับขีดความสามารถในการโจมตีระยะไกล ซึ่งรวมถึงการถอนเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์พิสัยไกลของสหรัฐ เช่น B-2 และ B-52 ตลอดจนทรัพย์สินทางยุทธนาวี ทั้งเรือดำน้ำติดขีปนาวุธและเรือบรรทุกเครื่องบิน โดยจะถูกโยกย้ายไปประจำการในสมรภูมิอื่นแทน
สอดคล้องกับรายงานจาก The New York Times ที่ระบุว่า สหรัฐมีแผนลดจำนวนเครื่องบินขับไล่ F-16 และ F-15E ที่ประจำการเพื่อสนับสนุนนาโต จากราว 150 ลำ เหลือเพียง 100 ลำ พร้อมลดเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเลจาก 26 ลำ เหลือ 15 ลำ และจะถอนเครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศทั้ง 8 ลำที่เคยสนับสนุนยุโรปออกไปทั้งหมด
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในพันธกรณีของสหรัฐอยู่ภายใต้ระบบที่เรียกว่า "Force Model" ของนาโต ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยให้พันธมิตรและนักวางแผนทางทหารกำหนดอัตรากำลังพลและยุทโธปกรณ์ที่พร้อมสำหรับปฏิบัติการ โดยอิงจากการป้องปรามและประเมินภัยคุกคาม ทั้งนี้ กองบัญชาการทหารสหรัฐประจำภูมิภาคยุโรป ได้ออกแถลงการณ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วยืนยันแผนดังกล่าว โดยระบุว่าสหรัฐจะปรับขนาดให้เหมาะสมต่อการสนับสนุนในระบบ Force Model ของนาโต
การลดการสนับสนุนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุดของความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและนาโต โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ยังคงแสดงความไม่พอใจต่อพันธมิตรยุโรปที่ปฏิเสธเข้าร่วมกับสหรัฐและอิสราเอลในสงครามที่เกิดขึ้นในอิหร่าน ทรัมป์ส่งคำเตือนอย่างแข็งกร้าวว่าเขาจะจดจำสิ่งที่ประเทศอย่างสเปน อิตาลี และฝรั่งเศส ทำเอาไว้ หลังปฏิเสธไม่อนุญาตให้เครื่องบินของสหรัฐที่มุ่งหน้าสู่อิหร่านใช้น่านฟ้าและฐานทัพบนดินแดนของตน
เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียว่า ทางออกของปัญหาคือการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมโจมตีพันธมิตรที่ไม่ต้องการช่วยเหลือ โดยประกาศกร้าวว่า "หากไม่มีสหรัฐ นาโตก็เป็นแค่เสือกระดาษ!"
ความเคลื่อนไหวในการถอนกำลังของสหรัฐ สวนทางกับสถานการณ์ในยุโรปที่กำลังเร่งเสริมสร้างขีดความสามารถด้านกลาโหมอย่างขนานใหญ่ นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากบุกยูเครนเต็มรูปแบบในปี 2022 ซึ่งจุดชนวนความหวาดกลัวว่ามอสโกอาจลุกลามโจมตีประเทศสมาชิกนาโต
แม้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของนาโตจะเตรียมรับมือกับการหั่นงบกลาโหมและทรัพยากรของสหรัฐมาหลายเดือนแล้ว แต่ในพื้นที่สาธารณะ พวกเขาพยายามลดทอนความตื่นตระหนก โดยชี้ว่า พันธมิตรยุโรปในปัจจุบันได้ทุ่มงบสนับสนุนการป้องปรามในทวีปมากขึ้น และจะสามารถชดเชยช่องโหว่ที่สหรัฐทิ้งไว้ได้อย่างแน่นอน
มาร์ก รุตเตอ เลขาธิการนาโต ให้สัมภาษณ์เมื่อเดือนที่แล้วว่า "เรารู้ดีว่าจะมีการปรับเปลี่ยนเกิดขึ้น เพราะสหรัฐมีความจำเป็นต้องปรับจุดยุทธศาสตร์ เพื่อหันไปให้ความสำคัญกับภูมิภาคอื่นอย่างเอเชียมากขึ้น"
ผลกระทบจากการถอยห่างของสหรัฐผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่มแนวร่วมใหม่ระหว่างพันธมิตรนาโตและประเทศอื่นๆ นอกกลุ่ม เช่น เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย ที่กำลังเร่งกำหนดยุทธศาสตร์เตรียมเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งเมื่อการสู้รบยุติลง หลายประเทศได้เริ่มจัดส่งเรือฟริเกตและกำลังพลเข้าไปประจำการล่วงหน้าในภูมิภาคตะวันออกกลางแล้ว แม้จะยังไม่มีความชัดเจนว่าสงครามจะสิ้นสุดลงเมื่อใดก็ตาม
อ้างอิง Euronews


